Homeองค์กรมหาปราชญ์ตอบปัญหาชีวิตWebboardติดต่อเราLink
เพลงสวด-บทสวดมนต์
องค์กรมหาปราชญ์
วิชามหาปราชญ์
เรื่องของกรรม

โหราศาสตร์ พิชัยสงคราม วิเคราะห์ ชื่อ-นามสกุล
โหราศาสตร์พม่า โหงวเฮ้ง รายมือ
บริการจัดส่งพนักงานแม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็กแรกเกิด - 7 ขวบ  เฝ้าไข้ - ดูแลผู้สูงอายุ
บริการจัดส่ง พนักงาน แม่บ้าน แม่ครัว พี่เลี้ยงเด็ก คนเฝ้าไข้ ดูแลผู้สูงอายุ
การเผยแพร่ความรู้ทางจริยธรรม
เว็บบอร์ด > เว็บไซต์พระไตรปิฏกออนไลน์ คร้า


ห้วข้อกระทู้
เว็บไซต์พระไตรปิฏกออนไลน์ คร้า
รายละเอียด
http://www.reincarnation.tk/" >http://www.reincarnation.tk/ Link เว็บไซต์พระไตรปิฎกออนไลน์คร้า เอามาฝากเผื่อเพื่อนๆคนใดสนใจลองเข้าไปดูนะคะ

ผู้โพส : nangfha
วันที่ : Sunday, May 28, 2552 เวลา : 10:55:11 AM


ความคิดเห็นที่ 1
อันแรกเข้าไม่ได้ค่ะ

ผู้ไม่เห็นในทุกข์ ย่อมไม่ปรารถนาที่จะออกจากทุกข์
ผู้ไม่เห็นในคุณของพระนิพพาน ย่อมไม่ปรารถนาปรมัตถประโยชน์
ผู้ไม่เห็นในปรมัตถประโยชน์ ย่อมไม่ปรารภความเพียร

โดนใจ ขอบคุณที่ส่งสิ่งดีๆมาให้ตลอดจ้า
จาก ปาณิศา [28/5/2552 11:01:03 ]

ความคิดเห็นที่ 2
หลวงปู่มั่น ระลึกชาติ..ว่าเกิดในสมัยเกิดสมัยพุทธกาล

ยามเช้า... เช่นเดียวกับทุกๆ วัน หลวงปู่มั่นหลังจากฉันเช้าเรียบร้อยเพียงพอแก่สังขารให้บำเพ็ญธรรมะได้ จากนั้นจึงบำเพ็ญสมาธิภาวนา พอนั่งได้ไม่นานเกิดไม่สบายกาย อาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อย ทำให้อาหารเป็นพิษ ส่งผลให้ท้องร่วง อาเจียนอย่างหนัก ท่านจึงหวนนึกถึงคำพูดของชาวบ้าน พรางรำพึงกับตนเองว่า
“ตัวเราเองก็เห็นจะตายแน่เหมือนพระเหล่านั้น” แต่คำปรารภนี้ล้วนไม่ใช่วิสัยนักรบแห่งกองทัพธรรม หลวงปู่มั่นจึงออกเดินสำรวจมองหาสถานที่นั่งสมาธิ และแล้ว..
ที่หน้าผาเหวลึก.. มีก้อนหินใหญ่อยู่บนปากเหว พอให้คนไปนั่งได้ หลวงปู่มั่นไปขึ้นไปยืนบนก้อนหินใหญ่ แล้วหยิบก้อนหินอันเล็กๆ โยนลงไปในเหว ใช้เวลานานพอควรจึงจะได้ยินเสียงกระทบของก้อนหิน หลังจากดูทำเลเป็นที่เรียบร้อยหลวงปู่มั่นกล่าวปณิธานว่า
“เอาล่ะ.. ถ้าเราไม่รู้แจ้งเห็นจริง ก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด ถ้าเราจะต้องตายขอให้ตายตรงนี้ ขอให้หล่นลงไปในเหวนี้ จะได้ไม่เป็นที่วุ่นวายแก่ใครๆ ซึ่งจะต้องกังวลทำศพให้เรา”
คืนนั้น ท่ามกลางขุนเขาแสงจันทร์กระจ่างเป็นสักขีพยานเฝ้าดูการบำเพ็ญภาวนาของหลวงปู่มั่น จิตของท่านสว่างไสวดุจกลางวัน เห็นกระจ่างชัดแม้เม็ดทรายเล็กๆ
จิตโอภาสประภัสสรเห็นชัดในนิมิตที่เข้ามา รวมถึงการพิจารณากายคตาตอลดจนธรรมะต่างๆ นาน 3 วัน 3 คืน โดยไม่ลงไปบิณฑบาต ไม่ฉันอาหาร เกิดนิมิตปรากฏเห็นบุตรสาวของโยมที่อุปัฎฐาก มายืนร้องเรียกความรักจากท่าน จิตของหลวงปู่มั่นไม่ได้หวั่นไหวไปตาม จิตไม่ได้ยินดียินร้ายกับสาวงามนั้น ท่านพิจารณาว่า
“อันเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราก็พิจารณามาอย่างช่ำชองแล้ว จะมาหลงอีกหรือ”
ฉับพลันภาพหญิงสาวนั้นก็แก่เฒ่าและล้มตายลงเหลือแต่กองกระดูกหายไปในแผ่นดิน จิตจึงถอนออกมา

ขณะนั้นจิตมีปีติซาบซ่านเข้าถึงเอกัคคตาญาณ กายเบาจิตใจมีความสงบระงับ จิตเดินเข้าสู่ปฐมฌาน ทุติยฌาน และจตุตถฌานโดยลำดับ พักอยู่ในจตุตถฌานนานพอควรแล้วถอยออกมาจนถึงปฐมฌานจึงหยุด ในลำดับนี้หลวงปู่มั่นท่านว่าเกิดปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือรู้อดีตชาติ เกิดนิมิตภาพลูกสุนัขกินนมแม่
หลวงปู่มั่นรู้ด้วยใจว่า ลูกสุนัขก็คือตัวท่านเองในอดีตชาติที่เกิดเป็นสุนัขนับชาติไม่ถ้วน สาเหตุมาจากลูกสุนัขมีความพอใจในอัตภาพของมัน จงส่งผลให้เกิดเป็นสุนัขจึงติดอยู่ในภพนี้หลายชาติ สร้างความสลดสังเวชให้กับท่านเป็นอย่างมาก จากนั้นหลวงปู่มั่นได้ค้นลงหาถึงต้นสายปลายเหตุพบว่า
“เราปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” จากนั้นภาพในอดีตชาติสมัยพุทธกาล หลวงปู่มั่นเกิดเป็นเสนาบดีได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าศากยมุนีขณะที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเทศนาถึงมหาสติปัฎฐานสูตร หลวงปู่มั่นได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าว่า
“ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์เถิด”
นับจากวาระจิตนั้น หลวงปู่มั่นดำรงอยู่โพธิสัตว์ธรรมบำเพ็ญพระโพธิญาณมาหลายร้อยชาติ เมื่อได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณทำให้หลวงปู่ระลึกถึงชาติภพต่างๆ มาพอสมควร เห็นความน่ากลัวของสังสารวัฏ และหากปรรถนาจะบรรลุพระนิพพานในชาตินี้ จะต้องละเสียจาก “พระโพธิญาณ”
ก่อนที่หลวงปู่มั่นจะตั้งจิตถอนจาก “โพธิญาณ” ท่านได้เดินสมาธิเฝ้าย้อนรำลึกในอดีตชาติว่า ท่านเพิ่งจะเริ่มตั้งจิตปรารถนาต่อพุทธภูมิต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้าศากยโคดมเท่านั้น เส้นทางบำเพ็ญเพียรเพียงแค่กึ่งพุทธกาล อีกทั้งในอดีตชาติที่ผ่านมา ท่านระลึกได้ถึงความยากลำบากของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎ
ท่านสลดสังเวชแม้ท่านจะบำเพ็ญบารมีเพียงใดยังเคยเกิดเป็นหมาขี้เรื้อนถึง 500 ชาติ ทำให้หลวงปู่มั่นมองดูสรรพสัตว์ในสังสารวัฎที่ยังคงหลับไหล เขาเหล่านั้นยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นไรเมื่อสิ้นชีวิตลงไป
ครั้นหลวงปู่มั่นจะละถอนจาก “โพธิญาณ” ก็ให้สงสารสัตว์เหล่านั้น แต่เมื่อมองดูท่ามกลางสรรพสัตว์ทั่วไตรภพ ยังมีขบวนพระมหาโพธิสัตว์มีจำนวนมากที่ได้พยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่าเป็น นิตยโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์ที่จักได้รับการบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต) และยังมีพระโพธิสัตว์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการพยากรณ์อยู่ในสังสารวัฎ เพื่อบำเพ็ญบารมีช่วยขนสรรพชีวิตให้พ้นทุกข์ เมื่อพิจารณาดังนี้หลวงปู่มั่นจึงอธิษฐานจิตละจากพระโพธิญาณ
สนับสนุนครับ
จาก อ.สัจพจน์ [28/5/2552 11:42:57 ]

ความคิดเห็นที่ 3
มีพื่อนถามมาคำถามนึง น่าสนใจค่ะ เค้าสงสัยค่ะว่า พวกที่มาดูออกทีวี แล้วบอกชาติที่แล้วเกิดเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นทหารบ้างล่ะ เป็นผู้ชายเจ้าขชู้มั้งบ้างละ เป็นผู้คุมนักโทษบ้างละ เป็นอยู่ไม่กี่อย่าง แต่ดิฉันก็บอกเค้าไปว่า ขนาดอาจารย์ฉันเค้ายังเคยเป็นลิงเลย หรือหลวงปู่ที่อาจารย์เพิ่งจะโพสต์ไป ท่านก็ยังเคยเกิดเป็นหมาขี้เรื้อนเลย หรือบางภพก็ไปตกอบายภูมิด้วย เพื่อนก็สนใจกัน แบบนี้ถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ได้หรือยังค่ะ ความคนเหล่านั้นพูดจริงหรือโกหก แต่โอเค๊ อย่างน้อยเค้าก็มีเจตนาดี
จาก ปาณิศา [28/5/2552 14:58:18 ]

ความคิดเห็นที่ 4
ต้องเข้าใจก่อนว่าระหว่างนักปฏิบัติธรรมแล้วท่านระลึกชาติได้ กับคนธรรมดาเมื่อตายแล้วเกิดมาก็จำชาติได้อย่างนี้ไม่เหมือนกัน นักปฏิบัติท่านย่อมมีคุณสมบัติพิเศษเพราะได้ฌานสมาบัติจึงระลึกชาติได้ในหลายๆชาติ ส่วนผู้ที่ตายแล้วกลับมาเกิดเรียกว่าจำชาติได้ แต่จะจำเรื่องราวในชาติที่แล้วได้ในขอบเขตจำกัดคือแค่ชาติเดียว นั่นต้องหมายถึงจำได้แค่เรื่องราวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บุคคล หรือสิ่งของ ถ้าตนไม่เคยเห็นเคยรู้มาก่อนในสมัยเมื่อยังเป็นมนุษย์และสัตว์ในชาติที่แล้วก็จะไม่สามารถรู้อะไรได้อีก และเหตุที่จำชาติได้ก็เพราะมีเรื่องราวความประทับใจ มีเหตุการณ์ตื่นเต้นชวนให้จำ เป็นเรื่องของสัญญาขันธ์ปกติธรรมดานั่นเอง เพียงแต่ต้องไม่ไปเกิดเป็นอย่างอื่นขั้นเสียก่อนคนเราแค่นอนอยู่ในท้องมารดา ถึงเก้าเดือนแบบ หลับไหลอยู่ในภวังค์สติก็ฟั่นเฟื่อนพอแล้ว มันเป็นการระลึกแบบจำความหลังได้เหมือนเราๆที่ระลึกถึงเรื่องราวในสมัยเมื่อสิบปี ยี่สิบปีได้นี่แหละ จะสังเกตได้ว่าแม้เรื่องราวในชาตินี้ที่เราจำได้ ก็จำได้ไม่หมดทุกอย่าง ที่จำได้จริงๆจะถึง30เปอร์เซนต์หรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาแค่แต่เช้าถึงเย็นก็ได้กินข้าวกี่คำ หายใจกี่ครั้งเป็นต้น ส่วนมากจะจำได้ก็เฉพาะเรื่องราวที่มีเหตุการณ์เรื่องประทับใจมากๆเท่านั้น ใครจะพูดจริงพูดเท็จดูที่คุณสมบัติอย่างที่บอก อาจารย์เองที่รู้ก็เพราะอธิฐานจิตขอรู้ว่าที่เราเป็นอย่างนี้เราเคยเป็นอะไรมา อาสัยจิตที่จดจ่อ เมื่อก่อนนอนก็กำหนดจิต ให้มีสมาธิ ใครก็ได้ฝึกได้ทุกคนปฏิบัติไปทุกวันแล้วอธิฐานจิต บอกจิตตนเองนั่นแหละ ความจำมันอยู่ในจิตเราอยู่แล้วไม่ต้องไปหาที่ไหนว่าขอให้รู้เรื่องนั้นๆเอาทีละเรื่องนะครับไม่ใช่ขอสามอย่างเหมือนขอจากแก้วสารพัดนึกนะครับ จิตสั่งได้ขอให้สั่งอย่างฉลาดก็แล้วกัน อาจารย์เองวันหนึ่งสมัยเมื่อบวชเราก็ฝันว่าเราเป็นลิงโดดโหนกิ่งไม้ไปต้นโน้นไปต้นนี้ สนุกมากในชาตินี้เลยโหนเก่งขนาดมาอยู่กรุงเทพยังหนีกรรมเก่าไม่พ้นโหนรถเมร์ ทู๊กกก วัน เมื่อสมัยเป็นเด็ก มีเพื่อนทำตามปรากฏว่าพลาดตกลงมาหัวฟาดฟื้น กลัวพ่อแม่เขาจะมาเอาเรื่องเราแทบแย่ คนจะเรียกฉายา ว่า ทาร์ซาน หนุมาน เห้งเจีย มีสามชื่อนีแหละ แต่ห้ามลูกศิษย์เรียกสงวน เคยพลาดบ้างเหมืองกันเพราะลืมตัวว่าเราเป็นคนไม่ใช่ลิง ต่อมาเริ่งแหยง แต่แปลกตอนเด็กมันมั่นใจอะไรขนาดนั้น ตอนบวชเลยเอาจริงเอาจังที่จะรู้ให้ได้ รวมถึงอยากรู้ว่าพระพุทธเจ้ารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง คืนหนึ่งวันขึ้น 15 ค่ำ พอดี หลังจากฟังสวดปาฏิโมกข์ ก็มานั่งสมาธิต่อ อาจารย์ชอบรูปพระพุทธเจ้าตั้งแต่เข้าโรงเรียนประถมต้น อายุ 7-8 ขวบเวลาปฏิบัติชอบเพ่งรูปพระพุทธเจ้า อยู่ๆเกิดสงสัยว่าถ้าภาพนี้ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าเราจะได้อะไรก็เขาวาดขึ้นมานี่นา ดันท้อเสียอีกคนคิดมากตามประสาพวกวิตกจริต ไม่มั่นใจแล้วทำอะไรไม่ออก มันสงสัยนีแหละตัวนิวรณ์ หลับคืนนั้นฝันว่านั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้ายิ้มกริ่มเลย ความที่เรียนลักษณะมหาบุรุษมาเลยมองสำรวจไปทั่วร่างกาย บอกท่านว่ายกแขนหน่อยซิดูแขนยาวกว่าปกติหรือเปล่าแตกต่างกว่าคนทั่วไปแต่ดูดีมากๆ ท่านทำให้ดู ติดตาติดใจมาจนบัดนี้ แหละ เล่าซะยาวเลย ตอบตรงประเดนไหมเนี้ย
จาก อ.สัจพจน์ [28/5/2552 16:13:37 ]

ความคิดเห็นที่ 5
ตรงประเด็นค่ะ แต่ดิฉันพิมพ์ตกไปเองค่ะ ขออภัยอย่างแรง คือจะบอกว่าคนที่เค้าเห็นอดีตชาติของคนอื่นที่มาพูดอ่ะค่ะ ว่าชาติก่อนคุณเป็น ทหาน เป็นนักรบมาก่อน ไม่ได้หมายถึงคนที่ระลึกอดีตชาติของตัวเองได้ แต่ก็ดีค่ะได้แอบรู้เรื่องของอาจารย์ด้วย
จาก ปาณิศา [28/5/2552 16:34:51 ]

ความคิดเห็นที่ 6
ประเภทรู้การเกิดการตายและกรรมของผู้อื่นเนี้ยะเรียกว่าเก่งเท่าพระพุทธเจ้าเชียวแหละ ขนาดพระโมคคัลลานะมีฤทธิ์ ไปเยี่ยมชมสวรรค์ เยี่ยมโปรดสัตว์นรกได้ ยังต้องถามสัตว์ผู้เสวยวิบากเหล่านั้นว่าทำกรรมอะไรมาจึงได้มาเสวยวิบากอย่างนี้ บางที่ก็มาถามพระพุทธเจ้าดังตัวอย่างต่อไปนี้

พระมหาโมคคัลลานะบอกเหตุแห่งการยิ้ม

ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ท่านพระลักขณเถระ ภายในชฎิล
พันหนึ่ง และท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏด้วย
คิดว่า "เราจักเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์." บรรดาพระเถระ ๒ รูป
นั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เห็นอหิเปรตตนหนึ่ง จึงได้กระทำการ
ยิ้มแย้มให้ปรากฏ. ลำดับนั้น พระลักขณเถระ ถามเหตุกะพระเถระนั้นว่า
" ผู้มีอายุ เพราะเหตุไร ท่านจึงทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ ?" พระเถระ
ตอบว่า "ผู้มีอายุ นี้ไม่ใช่กาลแล เพื่อวิสัชนาปัญหานี้, ท่านพึงถามผม
ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด." เมื่อพระเถระทั้งสองนั้น เที่ยว
บิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งแล้ว,
พระลักขณเถระถามว่า " ท่านโมคคัลลานะผู้มีอายุ ท่านลงจากภูเขา
คิชฌกูฏ ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ ผมถามถึงเหตุแห่งการยิ้มแย้ม ได้
กล่าวว่า ' ท่านพึงถามผมในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า,' บัดนี้ ท่านจง
บอกเหตุนั้นเถิด."
พระเถระ กล่าวว่า "ผู้มีอายุ ผมเห็นอหิเปรตตนหนึ่ง จึงได้
ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ, อัตภาพของเปรตนั้นเห็นปานนี้, ศีรษะของมัน
เหมือนศีรษะมนุษย์, อัตภาพที่เหลือของมัน เหมือนของงู, นั่นชื่อ
อหิเปรต โดยประมาณ ๒๕ โยชน์, เปลวไฟตั้งขึ้นจากศีรษะของมัน
ลามไปจนถึงหาง, ตั้งขึ้นจากหางถึงศีรษะ, ตั้งขึ้นในท่ามกลาง ลามไป
ถึงข้างทั้งสอง ตั้งขึ้นแต่ข้างทั้งสอง รวมลงในท่ามกลาง." ได้ยินว่า
อัตภาพของเปรตทั้งสอง นั่นแล ประมาณ ๒๕ โยชน์, ของเปรตที่เหลือ
ประมาณ ๓ คาวุต, ของอหิเปรตนี้นั่นแล และของกากเปรต ประมาณ
๒๕ โยชน์, บรรดาเปรตทั้งสองนั้น อหิเปรต เป็นดังนี้ก่อน.

บุรพกรรมของกากเปรต

พระมหาโมคคัลลานะ เห็นแม้กากเปรต อันไฟไหม้อยู่ที่ยอดเขา
คิชฌกูฏ เมื่อจะถามบุรพกรรมของเปรตนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
" ลิ้นของเจ้าประมาณ ๕ โยชน์, ศีรษะของเจ้า
ประมาณ ๙ โยชน์, กายของเจ้าสูงประมาณ ๒๕
โยชน์, เจ้าทำกรรมอะไรไว้จึงถึงทุกข์เช่นนี้."
ครั้งนั้น เปรตเมื่อจะบอกแก่พระเถระนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
" พระโมคคัลลานะผู้เจริญ ข้าพเจ้ากลืนกินภัต
ที่เขานำมาเพื่อสงฆ์ ของพระพุทธเจ้าพระนานว่า
กัสสป ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ตานปรารถนา."
ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่ากัสสป พวกภิกษุมากรูป เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต. พวกมนุษย์
เห็นพระเถระทั้งหลายแล้ว รักใคร่ นิมนต์ให้นั่งที่โรงฉัน ล้างเท้า
ทาด้วยน้ำมัน ให้ดื่มข้าวยาคู ถวายของควรเคี้ยว รอคอยบิณฑบาตกาล
นั่งฟังธรรมอยู่. ในกาลจบธรรมกถา พวกมนุษย์รับบาตรของพระเถระ
ทั้งหลายแล้ว ให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ในเรือนของตน ๆ แล้ว
นำมา. ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นกา จับอยู่ที่หลังคาแห่งโรงฉัน เห็น
โภชนะนั้นแล้ว ได้คาบเอาคำข้าว ๓ คำเต็มปาก ๓ ครั้ง จากบาตรอัน
มนุษย์ผู้หนึ่งถือไว้, แต่ภัตนั้น ยังหาเป็นของสงฆ์ไม่, มิใช่เป็นภัตที่เขา
กำหนดถวายแก่สงฆ์, เป็นภัตอันเหลือจากที่ภิกษุทั้งหลายฉัน อันพวก
มนุษย์พึงนำไปสู่เรือนของตนบริโภคก็ไม่ใช่, เป็นเพียงภัตที่เขานำมา
เฉพาะสงฆ์อย่างเดียวเท่านั้น. ข้าพเจ้าคาบเอาคำข้าว ๓ คำจากบาตรนั้น,
กรรมเพียงเท่านี้ เป็นบุรพกรรมของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้านั้น ทำกาละ
แล้วไหม้ในอเวจี เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น ในบัดนี้ เกิดเป็นกากเปรต
เสวยทุกข์นี้ ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมที่เหลือในเพราะกรรมนั้น
เรื่องกากเปรต มีเท่านี้.
แต่ในเรื่องนี้ พระเถระกล่าวว่า " ผมเห็นอหิเปรต จึงได้ทำการ
ยิ้มแย้มให้ปรากฏ." ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเป็นพยานของพระเถระ
นั้น ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง, ก็เราเห็นเปรตนั่น
ในวันบรรลุสัมโพธิญาณเหมือนกัน, แต่เราไม่กล่าว เพราะเอ็นดูคนอื่นว่า
' ชนเหล่าใด ไม่เชื่อคำของเรา, ความไม่เชื่อนั้น พึงเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเหล่านั้น." ก็ในกาลที่พระมหาโมคคัลลานะเห็น
แล้วนั่นแล พระศาสดาทรงเป็นพยานของท่าน ตรัสเรื่อง ๒ เรื่อง
แม้ในลักขณสังยุต๑เเล้ว. แม้เรื่องนี้ พระเถระนั้น ก็กล่าวไว้อย่างนั้น
เหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลายฟังเรื่องนั้นแล้ว จึงทูลถามบุรพกรรมของเปรต
นั้น. แม้พระศาสดา ก็ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า:-

บุรพกรรมของอหิเปรต

" ได้ยินว่า ในอดีตกาล พวกชนอาศัยกรุงพาราณสี สร้าง
บรรณศาลาไว้เพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ใกล้ฝั่งแม่น้ำ. พระปัจเจกพุทธเจ้า
นั้น อยู่ในบรรณศาลานั้น ย่อมเที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองเนืองนิตย์.
แม้พวกชาวเมือง มีมือถือสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปสู่ที่
บำรุงของพระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งเย็นทั้งเช้า. บุรุษชาวกรุงพาราณสีคน
หนึ่ง อาศัยหนทางนั้นไถนา. มหาชน เมื่อไปสู่ที่บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า
ย่อมเหยียบย่ำนานั้นไป ทั้งเย็นทั้งเช้า. ชาวนา แม้ห้ามอยู่ว่า "ขอ
พวกท่านอย่าเหยียบนาของข้าพเจ้า" ก็ไม่สามารถจะห้ามได้. ครั้งนั้น
ชาวนานั้น ได้มีความคิดอย่างนั้นว่า " ถ้าบรรณศาลาของพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ไม่พึงมีในที่นี้ไซร้ ชนทั้งหลายก็ไม่พึงเหยียบย่ำนาของเรา."
ในกาลที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาต ชาวนานั้น ทุบภาชนะ
เครื่องใช้แล้วเผาบรรณศาลาเสีย. พระปัจเจกพุทธเจ้า เห็นบรรณศาลา
นั้นถูกไฟไหม้ จึงหลีกไปตามสบาย. มหาชน ถือของหอมและระเบียบ
ดอกไม้มา เห็นบรรณศาลาถูกไฟไหม้ จึงกล่าวว่า " พระผู้เป็นเจ้าของ
พวกเรา ไป ณ ที่ไหนหนอแล ? " แม้ชาวนานั้น ก็มากับด้วยมหาชน
เหมือนกัน ยืนอยู่ในท่ามกลางแห่งมหาชน พูดอย่างนี้ว่า " ข้าพเจ้าเอง
เผาบรรณศาลาของพระปัจเจกพุทธเจ้า. " ครั้งนั้น ชนทั้งหลายพูดว่า
" พวกท่านจงจับ. " พวกเราอาศัยบุรุษชั่วนี้ จึงไม่ได้เพื่อจะเห็นพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า. " ดังนี้แล้ว ก็โบยชาวนานั้น ด้วยเครื่องประหาร มี
ท่อนไม้เป็นต้น ให้ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว. ชาวนานั้นเกิดในอเวจี. ไหม้
ในนรกตราบเท่าแผ่นดินนี้ หนาขึ้นประมาณโยชน์หนึ่งแล้ว จึงเกิดเป็น
อหิเปรตที่เขาคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมอันเหลือ
เป็นศิษย์ตถาคตต้องไม่หลงกลมายาสาไถย์ของคนสร้างลีลาละครลวงโลกง่ายๆหรอก ความรู้ทำให้เราพ้นจากการเป็นเหยื่อคนเห็นแก่ตัว เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้นไม่สนใจว่าผู้บริโภคทิฐิของเขาไปแล้วจะเป็นเยี่ยงไร
จาก อ.สัจพจน์ [28/5/2552 17:08:04 ]

ความคิดเห็นที่ 7
กรี๊ดดดดดด แต่ก่อนที่บ้านสนิทกับเด็กวัดคนนึง เวลาพระเดินบินฑบาตรแล้วของเยอะเด็กวัดเค้าก็เอาวางว่างและมาพักตรงม้าหินหน้าบ้าน เด็กวัดเธอก็มีน้ำใจแบ่งของที่พระท่านบิฑบาตรมาให้กินกันประจำ ด้วยความที่ไม่คิดอะไรก็คิดแค่ว่าเยอะแยะขนาดนี้พระท่านก็คงฉันไม่หมดอยู่แล้ว เห็นทีจะซวยเพราะความโง่เขลาเบาปัญญา มีเกลือยู่ใกล้ตัวหลงไปกินด่างเสียนาน กว่าจะรู้ตัวอนาคตต้องเกิดเป็นเปรตรออยู่แล้วเลยเหรอเนี้ย
จาก ปาณิศา [28/5/2552 17:26:06 ]

ความคิดเห็นที่ 8
คนเป็นเปรตเพราะมีอวิชาคือความโง่อยู่ในกมลสันดาน ปาณิศาศึกษาธรรมกับอาจารย์แล้วถึงเพียงนี้ แม้นว่าลูกศิษย์ตายลงแล้วไปเป็นเปรตอาจารย์จะเอาหน้าไปซ่อนไว้ที่ไหนละ องคุลีมาลผู้ฆ่าคนเป็นอันมากยังเอาตัวรอดได้เลย ตราบไดยังมีลมหายใจ ยังมีชีวิตอยู่ประมาทให้พลาดตกต่ำขนาดนั้นจะได้ชื่อว่าบัณฑิตได้ยังไงละจ๊ะ ยังเหลือเวลาอีกร่วม 50 ปี ทำกรรมดีสู้ 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ สงสัยอาจารย์ต้องกินกาแฟตายซะให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย อื้ม
จาก อ.สัจพจน์ [28/5/2552 17:36:16 ]

ความคิดเห็นที่ 9
ค่ะอาจารย์ อย่างน้อยดิฉันก็คิดที่จะทำดีเพื่อความดีไม่ได้หวังผลอะไร หากตายไปมันจะไปเกิดเป็นอะไรก้ต้องยอมรับกันไป เพราะกรรมใหม่ถึงมันจะดีแค่ไหนก็ไม่สามารถลบล้างกรรมอื่นๆที่เคยทำผิดพลาดมาได้อยู่แล้วใช่มั้ยค่ะ มีพระท่านนึงท่านพูดว่า ไม่ใช่แค่ทำดีแต่ต้องสำนึกในสิ่งที่เคยทำผิดด้วย

เกิดเป็นคนนี่มันสนุกจริ๊งๆ ทุกข์ก็สนุก สุขก็สนุก จะตายยังไงก็สนุก ใครบอกชีวิตน่าเบื่อ ออกจะมีเรื่องตื่นเต้นให้ทำอยู่ทุกวัน แต่ก่อนก็มั่วแต่ไปหาเรื่องสนุกๆทำ เพิ่งจะมารู้นี้แหละค่ะ ว่าเรื่องสนุกๆ ท้าทายมันส์ๆแบบ เอ๊กสาตรีม ก็ที่ตัวเราแค่เนี้ย มัน่าพิชิตยิ่งกว่ายอดเขาเอเวอเรสซะอีก หลงไปตายกันอยู่ด้ายย คนลาว เอ้ย คนเรา
จาก ปาณิศา [29/5/2552 12:00:58 ]

ความคิดเห็นที่ 10
บาปล้างไม่ได้ก็จริงแต่หนีได้เพียงแต่อย่าให้มันตามทัน หนีจนกว่าจะพ้นเมื่อเข้าถึงนิพพาน เมือนั้นบาปบุญก็เป็นอันอโหสิกรรม ใครคิดว่าจะชดใช้กรรมที่เคยทำไว้ทั้งหมด คงใช้ไม่หมดแน่ติดหนี้มากี่ล้านชาติก็ไม่อาจรู้ได้ ตราบไดที่กิเลสยังมีอยู่ยังไงก็อดทำกรรมใหม่เพิ่มไม่ได้ เอาแค่ชาตินี้ก็ทำกรรมไว้มากมายแต่เวลาตายจะมีผลกรรมเพียงอย่างเดียวที่มาปรากฏในคตินิมิตยามอยู่ในมรณะวิถี กรรมอื่นๆต้องรอโอกาสที่จะให้ผลในชาติต่อๆไป มันยังมีอีกมากเพียงแต่ตอนจะสิ้นใจอะไรมีกำลังมากกว่าก็จะให้ผลก่อน การไม่ประมาททุกลมหายใจเข้าออกน่ะดีแล้ว คนมีสติทุกข์ย่อมแทรกเข้ามาไม่ได้ฉันได อบายภูมิย่อมแทรกเข้ามาไม่ได้ในคนมีสติฉันนั้น ยามสิ้นใจมีสติไม่ยึดเหนี่ยวสิ่งไดเลย นิพพานก็เกิดตรงนั้นได้เหมือนกัน หากว่าแม้จะยึดเหนี่ยวเอาไว้บ้างก็ไม่เป็นไรหากว่ามีสติที่จะยึดเหนี่ยวเอาความดีที่ตนได้เคยทำไว้ก่อนตาย อบายภูมิที่ไหนจะเหนี่ยวรั้งไว้อยู่ สติเท่านั้นคุ้มครองตน สติคือความไม่ประมาทในบาปทั้งปวง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จำไว้เถิด สาวน้อยผู้เจริญ
จาก อ.สัจพจน์ [29/5/2552 12:20:47 ]

ความคิดเห็นที่ 11
อาจารย์ขา อีกแล้วอ่ะพี่ชายโทรมาทักอีกแล้ว รู้ด้วยว่าช่วงนี้หนูไม่สวดมนต์ ไม่ค่อยได้นั่ง ระวังสิ่งที่เคยได้รู้ได้เห็นจะเสื่อม ยังบอกอีกว่าองค์ฝากบอกว่า ต้องให้เจอเรื่องหนักๆเอง ไม่รู้เรื่องคู่ หรือเรื่องอะไร บอกอีกว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะรู้ ให้ปฏิบัติแล้วจะรู้เอง หนูไม่เข้าใจอย่างแรง ไม่สบายใจด้วย ทำไมมาทักหนูแบบนี้
รบกวนอาจารย์ดูให้หนูอีกทีว่าคนนี้คู่จริงหรือป่าวนี่หมั้นกันแล้วนะคะ องค์ยังบอกอีกว่าตอนแต่ง หรือวันแต่งจะมีปัญหาเรื่องผู้ใหญ่ถึงขนาดงานล่มเลย หนูยิ่งวิตกจริตอยู่ด้วย มาทักอย่างนี้อีก
ของหนูนะคะ วันพฤ 14 กรกฏา 2526 ที่นครราชสีมา เวลา 15.43
ของแฟน วันพฤ 16 มีนา 2521 ระยอง เวลา ตีห้า
ก่อนหน้าที่จะเจอองค์นี้ ก็มีคนทักที่วัดอัมพวันว่า ชีวิตหนูให้อยู่คนเดียวและบวชจะดีกว่ามีคู่มากกกกๆ หนูเลยอยากรู้ว่าสิ่งที่อยากดำเนินชีวิตแบบคนปกติมีคู่แต่งงาน มีครอบครัวนี่หนูกำลังฝืนดวงชะตาหรือคะ ไม่เข้าใจเลย แล้วพี่ยังบอกอีกว่าวันที่ 28 เดือนหน้า จะทำบุญที่บ้านเค้า คือเปิดตำหนักเชิญเทพอย่างเป็นทางการนั่นเอง มีไหว้ครู เค้าอยากให้หนูไปด้วย หนูควรไปหรือไม่คะ ถ้าไม่ไหว้แล้วจะเป็นอย่างไร เด๋วจะหาว่าหนูรั้นอีก เฮ้อ องค์ที่ว่านี้เป็นปางอวตารของพระนารายณ์ค่ะ ที่เป็นสิงหอวตารค่ะ(ปางนารายณ์นรสิงห์)ไม่รู้ว่าความหวังดีมาเตือนหนูแบบนี้จะทำให้หนูวิตกจริตกำเริบอีก นะซีคะ รบกวนอาจารย์ด้วยค่ะ
จาก nangfha [29/5/2552 21:29:36 ]

ความคิดเห็นที่ 12
อาจารย์เคยดูให้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้ชายคนนี้เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นคนโชคดีและดวงดี ให้หนูทำใจไว้บ้าง และยังบอกอีกว่าดวงชะตามีความสัมพันธ์กันสูง หมายความว่าอย่างไรคะ ทางดีหรือทางไม่ดี หรือว่าหนูควรตัดใจไปเลย ทั้งที่ยังรักอยู่มากมายเหตุการณ์ตอนนี้ก็ happy ดี แต่ลักษณะจะพลัดพรากกันตลอด ไกลกันมากแบบว่าอยู่คนละประเทศคนละทวีปตลอดเลย ใส่เกียร์ไหนดีคะ เกียร์เดินหน้า เกียร์ถอย หรือเกียร์ว่างดี พี่ชายบอกว่าองค์ว่าหนูแรงมาก ไม่กล้าเล่าให้ฟัง เลยไม่รู้เลยว่า หนูถูกว่าอย่างไรบ้าง พี่บอกว่ากลัวหนูโกรธเลยไม่เล่า หนูเลยไม่รู้เลยว่าหวังดีจริงรึป่าว
จาก nangfha [29/5/2552 21:41:34 ]

ความคิดเห็นที่ 13
ดวงของคุณกับแฟนอยู่ในเกณฑ์ตั้งรับอยู่ในมุมสัมพันธ์ที่ดีต่อกันถ้าแต่งกันได้ก็รุ่ง แต่อุปนิสัยคุณกับเขาจะต่างกันตรงที่คุณเป็นคนขี้วิตกกังวล แต่แฟนคุณเป็นคนมีมนุษย์สังคมสูงกว้างขวาง มีคารมดี มีเสน่ห์ มีคนชอบเยอะ คุณจะว่ายังไงแบบเนี้ยะ ส่วนเรื่ององค์ เรื่องเทพ ร่างทรง อาจารย์บอกไว้มากพอสมควรแล้วไม่อยากแสดงความคิดเห็นอีก มันจะก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อผู้ที่เขามีผลประโยชน์ถ้าหากความเห็นอาจารย์ไปขัดแย้งเขา ถ้าส่งเสริมก็ทำไม่ได้เพราะอาจารย์ไม่เคยส่งเสริมใครกลัวไปเกิดเป็นคนบ้า 500 ชาติเพราะแนะนำให้ออกนอกทางแห่งปัญญา จงตัดสินใจเอาเอง คุณอาจจะมีความผูกพันธ์กับเทพองค์นั้นมามากก็ได้ ส่วนความรักชีวิตคู่ของคุณไปดูหลังเมษา 53 น่าจะพอเห็นชัดเจนขึ้นแต่งก็แต่งช่วงนี้แหละ
จาก อ.สัจพจน์ [30/5/2552 12:02:30 ]

ความคิดเห็นที่ 14
อาจารย์คะตัดสินใจแล้ว หนูจะไม่ไปตามที่พี่ชายบอก หนูนับถือศาสนาพุทธ ไม่ใช่ฮินดู นับถือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หนูต้องพึ่งตัวเอง ปฎิบัติเอง และเชื่อเรื่องกรรม เพราะฉะนั้นหากมีสิ่งใดที่ทำให้โน้มเอียงออกนอกลู่นอกทาง แม้เค้าจะรู้จุดอ่อนว่าหนูเป็นคนมักวิตกกังวล แล้วมาใช้ถ้อยคำบอกเล่าเช่นนี้บางครั้งรู้สึกเหมือนตกเป็นเหยื่อ บางครั้งรู้สึกอยากท้าทายว่าถ้าชั้นไม่เป็นไปตามที่พูดไว้แล้วจะทำไม ทำนองนี้ หนูเชื่อว่าคนดี ย่อมเป็นที่พึงให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งปวงเทพ ไม่จำเป็นต้องขอพรเทพ ขอไปก็ต้องใช้เค้าอีก ส่วนเรื่องความผูกพันธ์กับเทพองค์นั้นคิดว่าไม่มี เพราะไม่รู้สึกอะไรเลยกับเทพองค์นี้ เหมือนรสนมจืดน่ะค่ะ แต่คนที่ผูกพัน คือ พี่ชาย เค้าไปทางนั้นแล้วเค้าผูกพันกันมา หนูไม่เกี่ยว อยากดึงพี่ออกมาจากตรงนั้นแต่คงยาก แอบเคืองเทพองค์นั้นเล็กน้อยมาหาว่าหนูหัวแข็ง ดื้อ ต้องรอให้เจอเรื่องหนักกว่านี้ แต่หนูเชื่อว่าหนักไม่หนักอยู่ที่จิตใจ ถ้ามีสติ เจริญสติปัฎฐานสี่ ต่อให้มีเรื่องราวเข้ามามากน้อยเพียงใด จิตใจที่เข้มแข็งจะรู้จักวิธีการจัดการ กับสิ่งมัวหมองในดวงใจได้อย่างแน่นอน คิดแบบนี้แหละค่ะ ก็ไม่รู้ว่าจะไปท้าทายอำนาจใครหรือป่าว


แล้วหนูจะเกิดเป็นคนบ้า 500ชาติ ไหมคะเนี่ย หนูไม่ได้ส่งเสริมพี่ชายนะ แต่ไม่รู้จะดึงยังไง ทางโน้นเค้าก็ให้พี่ชายปฏิบัติ ไหว้พระ สวดมนต์ ก็ปฏิบัติดีแหละค่ะ แต่ยังไงหนูก็ห่วงพี่ชายมากค่ะ เค้าก็รู้เยอะกว่าหนู เวลาหนูคุยกับเค้าหนูเหมือนกลายเป็นคนไม่รู้อะไรเลย จะให้คนไม่รู้ไปบอกอะไรเค้าคงไม่เชื่อ ก็ต้องปล่อยไป

สำหรับเรื่องความรักนั้นหนูพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ร้องขอหรือไขว่ขว้าไปมากกว่านี้ เพราะการไขว่ขว้าทำให้ทุกข์ใจไม่สิ้นสุด สุขก็ให้รู้ว่าสุข ทุกข์ก็ให้รู้ว่าทุกข์ แต่ไม่ยึดติด ขอแค่รู้จักมันก็พอ ขอบพระคุณอาจารย์มากๆนะคะที่อุตส่าห์ดูให้ เหนื่อยแย่เลย เพราะดูเรื่องคู่นี่ดูทีก็ต้องดูสองดวง คิดว่าก่อนที่อาจารย์จะดูได้เก่งขนาดนี้ต้องฝึกฝนมามาก มีสมองดี ความจำและความเพียรเป็นเลิศ จึงได้มีความสามารถมากมายขนาดนี้ เป็นพรสวรรค์และพรแสวงที่ดีเยี่ยมเลยค่ะ แถมยังใจดี๊ดีอีกด้วย และใช้ภาษาวัยรุ่นมากๆเลย (แอบขัดกับอายุเล็กน้อยรึป่าว อิอิ) เห็นรูปอาจารย์จากในเว็บ รวมทั้งรูปที่ไปบรรยายที่ ม.เกษตร แล้วถ้าเจอตัวเป็นๆหนูคงไม่กล้าแซวเพราะหน้าอาจารย์ดูดุ มีอำนาจ น่าเกรงขาม แบบราชสีห์ทำนองนั้นน่ะค่ะ เคยแอบคิดว่าอาจารย์ที่คุยกับเราผ่านเว็บบอร์ดเนี่ยตัวจริงรึป่าว


ส่วนเรื่องอีเมล์สร้างพระพุทธนิมิตพร้อมอัครสาวก ได้นำรูปที่อาจารย์ถวายเงินในพระราชกุศลให้องค์โสม รูปอาจารย์ใส่ชุดสีส้ม รูปพระพุทธนิมิตและพระอัครสาวก รูปเหรียญทั้งสองด้าน รูปพระพุทธเจ้า แผนที่และที่อยู่เบอร์โทร เว็บไซต์ หน้า A4 แนวตั้ง เหลือแต่คำพูดที่ยังต้องเรียบเรียงเพื่อไม่ให้ล่อแหลม เพราะเผยแพร่ทางเว็บก็ต้องรอบคอบนิดนึง อีกอย่างหนูไม่ได้ลงชื่อและหมายบัญชีไว้หรอกค่ะ กลัวจะดูไม่ดี เพราะอยากให้เค้าลองเข้ามาชมเว็บ มาคุยกับอาจารย์ในเว็บบอร์ดแล้วเกิดความศรัทธามากกว่าแล้วร่วมบริจาคมากกว่า เล็งผลระยะยาวค่ะ มิเช่นนั้นผลจะตกอยู่ที่อาจารย์เกรงคำครหาน่ะค่ะ หนูจะเป็นบาปอีกที่ทำให้อาจารย์ถูกครหา

ข่าวล่าสุดมีเว็บนึงเพิ่งเปิดใหม่เมื่อวันที่ 20 พฤษภา นี้เอง เป็นเว็บพวกดูดวง พลังจิต จับยามสามตา ใช้ชื่อว่า ลุงสามตา ดูๆแล้วก็เป็นคู่แข่งอีกรายหนึ่งของอาจารย์(มองทางธุรกิจนะคะ) ที่รู้เพราะเค้าส่งอีเมล์มาเชิญชวนให้เข้าไปดูในเว็บ มีดูดวงฟรีด้วยต่อหนึ่งเรื่อง ไม่รู้เอาอีเมลล์มาได้ยังไง แต่เค้าใช้ภาษาไม่ค่อยดีเลยค่ะกับลูกค้าคาดหวังน่ะ อิอิ หนูว่าจะแอบแฮบรายชื่อทางอีเมลล์เค้า มาส่งเชิญชวนมาเข้าเข้าเว็บอาจารย์บ้างเผื่อได้ลูกศิษย์อีกโข หนูจะผิดศีลขออทินนาทานา เวระมณี ไหมคะเนี่ยอิอิ จะทำจริงนะคะเนี่ยไม่ได้พูดเล่น
จาก nangfha [30/5/2552 13:39:08 ]

ความคิดเห็นที่ 15
อาจารย์คะ หนูจะส่งไฟล์ที่จะส่งเผยแพร่ทางเมลให้อาจารย์ดูก่อน ไม่ชอบคำตรงไหนบอกได้นะคะ จะส่งให้อาจารย์ดูที่ phagwan@hotmail.com ค่ะ
จาก nangfha [30/5/2552 14:52:00 ]

ความคิดเห็นที่ 16
อนุโมทนาด้ายครับที่เข้าใจ ส่วนเรื่องคำว่าคู่แข่งอาจารย์คงไม่ได้เป็นคู่แข่งใครหรอกครับ เพราะทุกวันนี้อาจารย์จะดูดวงก็เฉพาะคนที่เดินทางมาหา กับตอบปัญหาในเว็บ มีคนจะโอนเงินแล้วคุยทางโทรศัพท์ยังไม่ชอบรับเลย ใครที่มีความผูกพันก็จะมาถึงเอง อาจารย์ไม่ประกาศว่าดูดวงให้ฟรี มันเป็นหน้าที่เกินไปแต่จะตอบปัญหาชีวิตอันเหมาะสมเพื่อชี้ทาง ถ้าคนฉลาดถามก็จะได้ประโยชน์มาก แต่ที่บอกดูดวงให้หน่อย ทุกเรื่องเลยอะไรประเภทนี้อยากลบทิ้ง จะถามอาจารย์ต้องยกปัญหามาถามให้เป็นเรื่องๆอันเกิดประโยชน์ ไม่ใช่โพสเล่นเว็บโน้นทีเว็บนี้ทีถามไปทั่ว เห็นคนตอบมีเวลาว่างมากไปกระมัง ถ้าปัญหาชีวิตที่มืดมนอาจารย์ไม่เกี่ยง ทุกวันนี้ก็ช่วยเหลือคนที่ตกงานหางานทำ ให้ที่พักและอาหาร ส่งพนักให้นายจ้างที่มาติดต่อ รับค่าบริการจากนายจ้างพอดำรงอัตภาพให้เป็นอยู่ บางครั้งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่ายต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและสังคมอันยุ่งยากวุ่นวาย แต่ก็ต้องทน เพราะภาระหน้าที่ที่เราสร้างมันขึ้นมาผูกตัวเองไว้ แต่ก็ยังมีกำลังใจที่คิดจะทำประโยชน์แก่โลกได้บ้าง สอนคนให้เจริญทางจิตเพื่อแข่งกับวัตถุ ดึงผู้มัวเมาหลงทางให้พ้นจากอำนาจมืดของเหล่าโอปปาติกะที่ตั้งตัวเป็นลัทธิเป็นเทพเจ้าไปทั่ว เดี๋ยวนี้บุกเข้าถึงวัดไปแล้ว ยึดวัด ยึดพระเป็นสาวก ชมรม ห้องปัญญา ที่ตั้งใจไว้สำเร็จเมื่อไรก็พอเป็นอาหารทิพย์หล่อเลี้ยงกำลังใจได้อีกเยอะ ก่อนที่ชีวิตและอัตภาพนี้จะแตกสลายไปหวังอยู่ตรงนั้นครับ อาจารย์เองสิงหาที่จะถึงอายุก็ 48 เต็มเวลาเหลือน้อยลงทุกที ได้เห็นคนที่อาจารย์ตอบปัญหาและสอนไปมีความเจริญได้อย่างมั่นคงแม้เพียงคนสองคนก็ยังดี อวิชามันคือความมืดมนอันยากจะสลัดให้สลายออกไปจากจิตง่ายๆ ถ้าไม่เพียรจริงๆอย่าหวังว่าจะวิ่งหนีพ้นมือมารไปได้
จาก อ.สัจพจน์ [30/5/2552 14:53:33 ]

ความคิดเห็นที่ 17
อาจารย์คะหนูสงสัยว่า รูปภาพพระโมคคัลลานะ ในมือถืออะไรคะ ทั้งสองมือเลย แล้วอันนี้เป็นรูปที่จะปั้นหรือป่าวคะ ถ้าเป็นจริงพระสารีบุตรรูปงามมากเลยค่ะ ตรึงตาตรึงใจจริงๆ

ปล.ส่งเมลไปแล้วนะคะ
จาก nangfha [30/5/2552 15:40:24 ]

ความคิดเห็นที่ 18
พระโมคคัลลานะ มือขวาถือพระจันทร์ มือซ้ายถือพระอาทิตย์ครับ เพื่อแสดงถึงผู้มีอิทธิฤทธิ์ ส่วนพระสารีบุตรถือคฑาธรรมจักรแสดงถึงปัญญา และความเป็นพระธรรมเสนาบดี พระสารีบตรรูปงามมากได้ลักษณะมหาบุรุษบางส่วนรองลงมาจากพระพุทธเจ้า ส่วนพระโมคคัลลาต้องปรึกษาฝ่ายกรมศาสนาว่าจะดูเหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็จะให้ถือธงสามเหลี่ยมสีทองครับ ขอบคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตอย่างยิ่งครับ
จาก อ.สัจพจน์ [30/5/2552 15:50:18 ]

ความคิดเห็นที่ 19
มีเรื่องตื่นเต้ลไรกันเนี้ย ไม่ได้เฝ้าหน้าจอ 2 วัน เอง สู้ๆครับเพื่อน อาจารย์ไม่พูด แต่คุณนางฟ้าเองก็ศึกษามาเยอะแล้วก็คงรู้อยู่เดี๋ยวไปเจอพวก ผีขี้เล่นมาหลอกว่าเป็นเทพ เป็นเทวดา เราเคยคุยกันแค่ครั้งเดี๋ยวแต่ยังประทับใจมาถึงทุกวันนี้ที่มีโอกาสได้รู้จักคนดีๆและน่ารักๆอย่างคุณนางฟ้า ไม่รู้ควรจะพูดรึเปล่า แต่อยากให้มั่นใจในตัวเองและสิ่งที่เพียรทำมานะ
จาก ปาณิศา [1/6/2552 8:51:14 ]

ความคิดเห็นที่ 20
หูย แล้ววันที่เรานั่งเฝ้าหน้าจอก็ไม่มีอะไรกัน ชอบมาโพสต์กันวันเสาร์ ชริ ชริ ชริ วันนี้ก็เงียบฉี่
จาก ปาณิศา [1/6/2552 16:42:54 ]

ความคิดเห็นที่ 21
ไม่เงียบหรอก เค้าดูอยู่นะ ชอบความคิดเห็นที่หลากหลายยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดีอ่ะ ขอเอาความรู้ก่อนนะครับศิษย์พี่ แฮะๆ ยังไม่ได้หมักเลยฝากตัวเป็นศิษย์น้องเฉย
จาก จู้นจ้าน [1/6/2552 17:05:50 ]

ความคิดเห็นที่ 22
555 不敢当 แปลว่า ไม่กล้ารับคร้าบ ใช่อะไรในการวัดคร้าบ ถ้าใช้ความกวนทีน และเจ้าปัญหา ก็อาจจะรับคร้าบ แต่ถ้าใช้ความรู้ทางธนนม บ่อกล้ารับคร้าบ ตอนนี้ขอเป็นแค่เด็กยกน้ำชาก็พอแว้ว
จาก ปาณิศา [1/6/2552 17:21:00 ]

ความคิดเห็นที่ 23
ดูสิ ธรรม ยังเขียนผิดเลย เฮ้ออออ
จาก ปาณิศา [1/6/2552 17:21:43 ]

ความคิดเห็นที่ 24
ผมเด็กดื้อคับ เคยเถียงและต่อว่าพ่อแม่ ว่าทำไมทำให้เกิดแล้วไม่เอาใจใส่ งกทำแต่งานจนหัวยุ่ง ครั้งหนึ่งมีงานโรงเรียนครูจัดงานมอบรางวัลนักเรียนดี เชื่อไหมไม่มีเงาใครโผล่สักคน เงียบ คนอื่นเขามีพ่อแม่กันคึกคักส่วนเราจ๋อยอยู่คนเดียวมีพ่อของเพื่อนมาทัก เรียนเก่งนะพ่อแม่ไม่มาเหรอ แค่นั้นแหละ น้ำตาทะลักทะลายเลยไปนั่งอุ้มรางวัลร้องให้อยู่ข้างส้วมโรงเรียนอยากทุบมันทิ้งเสียให้แหลก แต่ก็เสียดาย ปีต่อมา เกรดตก โอโห ตื่นเต้นกันยกใหญ่สะใจครับ หลังจากนั้นก็เกสุดๆ พ่อแม่อ่อนอกอ่อนใจขึ้นโรงพักเป็นว่าเล่นประกันตัวชั่วมาหลายปีครับยอมรับ ซิ่งรถหูดับตับไหม้ คิดว่าสะใจ ร้างแค้น แต่ตอนนี้เป็นเด็กดีแล้วครับ ก็ได้อาศัยอินเตอร์เน็ตนี่แหละ อ่านธรรมมะ ฟังเสียงอ่าน แต่ที่ได้ดิบได้ดีขึ้นมาต้องขอบคุณที่ขาหักมันไปไหนไม่ได้อ่ะ เพราะซิ่งรถนี่แหละสะใจเราเอง ไปไหนไม่ได้ก็เลยอยู่กับเน็ตทั้งวันและก็ทุกวัน เดี๋ยวนี้พ่อกะแม่เอาอกเอาใจน่าดู พึ่งรู้พ่อแม่รักเรามากก็ตอนนี้ ทุกวันนี้คิดถึงทีไรร้องให้ทุกที ต้อนนี้ก็ร้องให้เบ้าน้ำตาแฉะหมดและ ตื้นจริงๆ ขอเป็นศิษย์น้องคนนึง ไม่มีเพื่อนเลย อายุ20ปีแล้วนะครับเดี๋ยวจะเข้าใจว่าเป็นเด็กน้อย ที่ร้องให้เก่ง แฮ่
จาก จู้นจ้าน [1/6/2552 18:08:19 ]

ความคิดเห็นที่ 25
ก้อรอคุณปาณิศาอยู่เหมือนกัน นึกว่าไปเที่ยวไหนซะอีกเห็นหายไปสองวัยเลย ไปรับน้องมานี่เอง คิดถึงคร้า
จาก nangfha [1/6/2552 21:04:30 ]

ความคิดเห็นที่ 26
อ่ะจริงดิ ขับ bigbike ป่าว มีเพื่อนชอบขันรถเที่ยว กลุ่มนี้ดีไม่มีกินเหล้าเมายา แต่ สว (สูงวัย นิดนึง) ลองเข้าไปดูที่ www.runwaybigbikeclub.com เค้าชอบขับไปเที่ยวกันไปกันเป็นกลุ่มเลย สนุกปลอดภัย เที่ยวแนวสร้างสรรค์ สังคมก็ดี นักบิน ตำรวจ ทั้งนั้น (โฆษณาให้เค้านิดนึง อิอิ) เห็นเค้าภูมิใจเสนอว่าแรงกว่ารถเก๋งอีกขับกัน 200
มีสาระนิดนึงก็ได้ ยินดีได้รู้จัก คุณ น้องจู้นจ้าน (สมชื่อ555 ยังไง) รู้สึกผิดได้แต่อย่านาน เอาความรู้สึกผิดนั้นมาเป็นพลังทำสิ่งดีๆดีกว่านะ ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์ (แอบบอกตัวเองป่าวเนี้ย อิอิ) เอาไว้ขาหายแล้วจะชวนให้ไปหาอาจารย์ สัจพจน์ด้วยกันดีมั้ย ยังไม่เคยไปเหมือนกัน เหอะๆ สงสัยอะไรก็โพสต์ถามได้เลยนิ ดูคำถามพี่แต่ละอย่างดิ มิมีสาระทั้งน้าน อาจารย์แกยังตอบออกมาเป็นสาระได้เลย
จาก ปาณิศา [2/6/2552 8:35:03 ]
  ร่วมลงความเห็น > เพิ่มกระทู้ใหม่ > หน้ารวมกระทู้
รายละเอียด :
ผู้โพส :
อีเมล์ :
รูปภาพ :
ไฟล์ gif หรือ jpg ขนาดไม่เกิน 100 KB เท่านั้น
รหัสป้องกัน Security images