Homeองค์กรมหาปราชญ์ตอบปัญหาชีวิตWebboardติดต่อเราLink
เพลงสวด-บทสวดมนต์
องค์กรมหาปราชญ์
วิชามหาปราชญ์
เรื่องของกรรม

โหราศาสตร์ พิชัยสงคราม วิเคราะห์ ชื่อ-นามสกุล
โหราศาสตร์พม่า โหงวเฮ้ง รายมือ
บริการจัดส่งพนักงานแม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็กแรกเกิด - 7 ขวบ  เฝ้าไข้ - ดูแลผู้สูงอายุ
บริการจัดส่ง พนักงาน แม่บ้าน แม่ครัว พี่เลี้ยงเด็ก คนเฝ้าไข้ ดูแลผู้สูงอายุ
การเผยแพร่ความรู้ทางจริยธรรม
เว็บบอร์ด > อายุขัยแห่งทวยเทพแต่ละชั้นที่แตกต่างกัน


ห้วข้อกระทู้
อายุขัยแห่งทวยเทพแต่ละชั้นที่แตกต่างกัน
รายละเอียด

อายุเทวดาชั้นจาตุมหาราชิการสวรรค์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย!
๕๐ ปีของมนุษย์ เป็นราตรีหนึ่งกับวัน หนึ่งของเทวดาชั้นนี้
๓๐ ราตรีโดยราตรีทิพย์นั้น เป็น ๑ เดือน
๑๒ เดือนโดยเดือนทิพย์นั้น เป็น ๑ ปี
๕๐๐ ปีโดยปีทิพย์นั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย! … ราชสมบัติของมนุษย์เป็นเหมือน สมบัติของคนกำพร้า เมื่อเปรียบเทียบกับสุขแห่ง ทิพยสมบัติ ดังนี้
อายุเทวดาชั้นดาวดึงส์สวรรค์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย!
๑๐๐ ปีของมนุษย์ เป็นราตรีหนึ่งกับ วันหนึ่งของเทวดาชั้นนี้
๓๐ ราตรีโดยราตรีทิพย์นั้น เป็น ๑ เดือน
๑๒ เดือนโดยเดือนทิพย์นั้น เป็น ๑ ปี
๑๐๐๐ ปีโดยปีทิพย์นั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นนี้
อายุเทวดาชั้นยามาสวรรค์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย!
๒๐๐ ปีของมนุษย์ เป็นราตรีหนึ่งกับ วันหนึ่งของเทวดาชั้นนี้
๓๐ ราตรีโดยราตรีทิพย์นั้น เป็น ๑ เดือน
๑๒ เดือนโดยเดือนทิพย์นั้น เป็น ๑ ปี
๒๐๐๐ ปีโดยปีทิพย์นั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นนี้
อายุเทวดาชั้นดุสิตสวรรค์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย!
๔๐๐ ปีของมนุษย์ เป็นราตรีหนึ่งกับ วันหนึ่งของเทวดาชั้นนี้
๓๐ ราตรีโดยราตรีทิพย์นั้น เป็น ๑ เดือน
๑๒ เดือนโดยเดือนทิพย์นั้น เป็น ๑ ปี
๔๐๐๐ ปีโดยปีทิพย์นั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นนี้
อายุเทวดาชั้นนิมมานรดีสวรรค์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย!
๘๐๐ ปีของมนุษย์ เป็นราตรีหนึ่งกับ วันหนึ่งของเทวดาชั้นนี้
๓๐ ราตรีโดยราตรีทิพย์นั้น เป็น ๑ เดือน
๑๒ เดือนโดยเดือนทิพย์นั้น เป็น ๑ ปี
๘๐๐๐ ปีโดยปีทิพย์นั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นนี้
อายุเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย!
๑๖๐๐ ปีของมนุษย์ เป็นราตรีหนึ่งกับ วันหนึ่งของเทวดาชั้นนี้
๓๐ ราตรีโดยราตรีทิพย์นั้น เป็น ๑ เดือน
๑๒ เดือนโดยเดือนทิพย์นั้น เป็น ๑ ปี
๑๖๐๐๐ ปีโดยปีทิพย์นั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นนี้
จบ "เทวภูมิ"
ตอนต่อไป "พรหมภูมิ"
ตอนสุดท้าย "โลกุตตรภูมิ"
*********************************************
จาก "ภูมิวิลาสินี" โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)
ซึ่งหาซื้ออ่านได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ความรู้และรายละเอียดมากกว่านีเยอะครับ


ผู้โพส : อ.สัจพจน์ สีหเมธีร์
วันที่ : Saturday, April 22, 2552 เวลา : 9:45:32 AM


ความคิดเห็นที่ 1

Dimensions: 500 x 333
Image Type: Bitmap

ดาวดึงส์
จาก อ.สัจพจน์ [22/4/2552 10:28:23 ]

ความคิดเห็นที่ 2

Dimensions: 500 x 331
Image Type: Bitmap

ดาวดึงส์
จาก อ.สัจพจน์ [22/4/2552 10:29:26 ]

ความคิดเห็นที่ 3
รบกวนถามค่ะอาจารย์ จากที่อ่านมาทั้งหกชั้นนั้น สรุปแล้วกามาพจรภพ นี่เพียงบำเพ็ญทาน และศีล อันบริสุทธิ์ ไม่ต้องเจริญภาวนาก็สามารถเข้าสู่กามาพจรภพไม่ชั้นใดก็ชั้นหนึ่งอย่างนั้นหรือคะ แล้วพระสงฆ์หรือผู้ปฎิบัติธรรมที่เจริญภาวนานี่ไปอยู่ที่ใดกัน พรหม กับแดนพุทธภูมิหรือเปล่าคะ สงสัยค่ะ คำว่าแดนพุทธภูมินี่หนูก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเป็ฯอย่างไรเคยได้ยินมา รบกวนอาจารย์ตอบนิดนึงนะคะ
จาก nangfha [22/4/2552 19:49:26 ]

ความคิดเห็นที่ 4
ผลบุญในแต่ละชั้นนั้นมีความละเอียดอ่อนแตกต่างกันออกไปมากพอสมควรเหมือนกัน เพียงแต่ล้วนมาจาก ทานและศิลเท่านั้น ไม่มีภาวนาเลย เมื่อไปเสวยสุขทิพย์สมบัติจึงได้ กามคุณเป็นผล แต่เป็นภวทิพย์ซึ่งมีความปราณีตมาก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ส่วนผู้ภาวนาบำเพ็ญกรรมฐานประเภทสมาธิ เพียงได้ฌานชั้นต้นที่เรียกปฐมฌาน เมื่อดับขันธ์แตกตายเพราะกายแตก ก็จะไปเกิดเป็นรูปพรหม ซึ่งเป็นพรหมชั้นต้น เรียกว่าปฐมฌานภูมิ แบ่งความประณีตแห่งปฐมฌานเป็น ๓ ระดับ คือถ้าได้ ปฐมฌานอย่างหยาบจะเกิดเป็น พรหมปาริสัชชา อย่างกลาง เป็นปุโรหิตาพรหม อย่างปราณิต คือเป็นท้าว มหาพรหม ที่ฤาษีชาวฮินดูนำมาบอกมนุษย์ว่าเป็นผู้สร้างโลก และได้เกิดศาสนาพราหมณ์ขึ้น พราหมณ์แปลว่าผู้เกิดจากพรหม นี่เรียกว่าเป็นพรหมชั้นต้นๆระดับปฐมฌานเท่านั้น เป็นพระพรหมที่มีรูป มีร่างกายสมบูรณ์พร้อม เรียกว่ารูปพรหม มีทั้งหมด 16 ชั้น อีก4 ชั้นเป็น อรูปพรหม ไม่มีรูป ไม่มีร่างกาย มีแต่อารมณ์ที่เหนี่ยวเอาความว่างเป็นอาการเพ่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้นพวกโยคีมักเข้าใจว่าเป็นนิพพานแล้วหลงติดอยู่ในนั้นนานแสนนาน แต่ก็สุขมากอหาอะไรเปรียบไม่ได้เหมือนกัน เอาไว้จะลงเรื่องของพรหมให้อ่านโดยละเอียดอีกทีครับ ส่วนคำว่าแดนพุทธภูมิก็คงหมายถึงถิ่นกำเหนิดของศาสนาพุทธ ได้แก่ประเทศอินเดีย และเนปาล ส่วนผู้บำเพ็ญเพื่อไปสู่พุทธภูมิก็คือพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่บำเพ็นบารมีเพื่อการไปตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ไดองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้า นานเท่าไรไม่รู้ เหมือนพระพุทธเจ้าของเราสมณโคดมในปัจจุบันนี้นี่แหละ ก่อนที่จักรวาลนี้จะแตกทำลายเป็นผุยผงจะมีพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน คือพระศรีอริยะเมตไตรย์ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ห้าในภัทรกัป แต่ก็คงอีกร่วมล้านปี สร้างความดีไว้เถิด เกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ดุสิตา และ ยามา สามชั้นนี้ก็พอ สูงกวานั้นขึ้นไป กิเลสมากไม่เชื่อการเวียนว่ายตายเกิดส่วนชั้นจาตุมหาราชิกาไม่สบายสักเท่าไหร่ บางเหล่าแย่กว่าการเกิดเป็นมนุษย์ ชั้นนี้ยังเป็นที่อยู่ของเหล่าฤษีเทพ และสัตว์หิมพานต์ที่เราคาดไม่ถึงว่าจะมีอยู่จริง เช่น กินนรี พญานาคเป็นต้น เอาเท่านี้ก่อนเอาไว้จะเรียบเรียงบทความสลวยๆมาลงให้อ่านดีกว่า คงคลายความสงสัยได้บ้างแล้วนะครับ
แต่มีอะไรสงสัยอีกก็ถามมาได้นะครับ เพราะคำตอบจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่ถามไม่เป็นแต่อยากรู้ เป็นการนำทางที่เป็นกุศลดีมาก
จาก อ.สัจพจน์ [22/4/2552 21:45:34 ]

ความคิดเห็นที่ 5
ส่วนพระสงฆ์ ตกนรกมีเยอะครับ เพราะเป็นผู้รักษาธรรมแต่ไม่ปฏิบัติธรรมมีมาก เป็นโมฆะบุรุษเผยแพร่ลัทธิความเชื่อในศาสนาอื่นหวังเพียงแค่ ลาภสักการะอย่างไม่ละอาย จะต้องเป็นหนี้ญาติโยมที่เขามาใส่บาตรทำบุญด้วยศรัทธาแต่ไม่ปฏิบัติให้สมกับเป็นเนื้อนาบุญในพระพุทธศาสนาไม่ ส่วนท่านผู้รักษาศิลบริสุทธิ์จริงจังจนตลอดอายุขัยแต่ไม่มิได้เจริญภาวนา ก็จะอยู่ในสวรรค์ ชั้น 2-3-4 โดยส่วนมากดังมีผู้ปฏิบัติได้พบเห็นสมเด็จโต และพระสุปฏิปันโนอื่นบนสวรรค์ในสามชั้นนี้ แม้พระโสดาบันและสกิทาคามี พระอริยะบุคคลขั้นต้นๆก็เช่นกัน ถ้าเป็นพระอนาคามีจะอยู่เฉพาะ พรหมชั้นสุธาวาส และจะบรรลุอรหัตผลในชั้นนี้เลย ส่วนพระอรหันต์ ไม่มีแดนให้ใครสืบเสาะพบเจอ เพราะจิตที่ได้อารมณ์พระนิพพานเมื่อดับสังขารธรรมหมดจิตก็กลืนเป็นเนื้อเดียวกับอารมณ์พระนิพพานนั้น เป็นสุขอนันตัง สุขที่เสื่อมไม่ได้ ทุกข์กลับมากำเริบไม่ได้ ประดุจเปลวเทียนที่ดับสนิด เพราะหมดไข และใส้เทียน นิพพานแปลว่า ความดับเย็น จึงเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง ปรินิพพาน แปลว่า ความดับเย็นโดยบริบูรณ์ นิพพานไดก็ตาม ที่ใครเห็นเป็นแก้ว เป็นเงิน เป็นทองก็ดี อันเปรียบเทียบได้กับวัตถุในโลกที่เคยชิน จะเป็นนิพพานหลงทาง เพราะสิ่งเหล่านี้มีได้แต่ในไตรภูมิเท่านั้น เพราะสัตว์ที่เวียนว่ายเคยพบเคยเห็นเป็นอาจินต์ แต่นิพพานผู้ที่เคยพบเคยเห็น (เห็นแจ้งนะครับไม่ใช่เห็นด้วยตาเนื้อหรือตาทิพย์)ไม่เคยกลับมาบอกเล่าให้ใครฟังได้เพราะกลับมาไม่ได้แล้ว มีแต่พระอรหันต์ที่เข้านิโรธสมาบัติตอนยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าการพักผ่อนในนิพพานระยะสั้นๆ จนกว่ากายสังขารจะหมดอายุผุพัง จึงจะปรินิพพาน แม้ถึงปานนี้ท่านก็ยังไม่สามารถอธิบายให้ใครรู้รสชาดแห่งนิพพานตามท่านได้ ก็ได้แค่ยกตัวอย่างเปรียบเทียบอย่างที่อาจารย์บรรยายอยู่นี่แหละ ปฏิบัติเท่านั้น ทำเองรู้เอง เป็นของรู้ได้เฉพาะตน อย่าสงสัยว่าอาจารย์เข้าถึงนิพพานแล้วหรือ หามิได้ครับ ตัวเราก็ปุถุชนคนธรรมดานี่แหละ แต่เป็น สัมมาโลกียะ หรือโลกียะสัมมาทิฐิเท่านั้น สั่งสมมานานอ่ะ ทำไมไม่รู้จักเบื่อการเวียนว่ายตายเกิดก็ไม่รู้ จริงๆเบื่อนะ กลัววัฏฏะเอามากๆอีกด้วย แต่เคยอธิฐานไว้เยอะว่าจะทำหน้าที่นี้ อย่ากจะถอนสัจจะก็ละอายแก่ใจตัวเอง ลำบากใจจริงๆ ขอให้ผู้ที่ได้รับความรู้พ้นทุกข์ไปก่อนก็เป็นอาหารอันวิเศษสำหรับอาจารย์แล้ว พอได้เป็นกำลังใจให้ทำหน้าที่นี้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย หรือจนกว่าจะตัดวิบากแห่งสัจจาธิฐานได้เมื่อนั้นเมื่อไดนั่นแหละ
จาก อ.สัจพจน์ [23/4/2552 9:47:42 ]

ความคิดเห็นที่ 6
ว่าด้วยเรื่องการอธิษฐาน หนูเพิ่งทราบจากอาจารย์หลังจากที่ได้อ่านนี่แหละค่ะว่าอธิษฐานก็เป็นวิบากกรรม เพราะจำได้คร่าวๆว่าเคยอ่านเกี่ยวกับบารมี 10 หรือ 30 ทัส นี่แหละค่ะ จำได้ว่ามีอธิษฐานบารมีด้วย แล้วถ้าการอธิษฐานเป็นไปเพื่อการช่วยผู้คน รวมถึงการสั่งสมบารมีไปในตัว แล้วมันเป็นวิบากกรรมหรือเปล่าคะที่ทำให้ต้องอธิษฐานไปแบบนั้น รบกวนด้วยค่ะ ในความเห็นหนู การอธิษฐานเพื่อช่วยคนอื่นๆให้พ้นทุกข์ ปรารถนาดีต่อผู้อื่น น่าจะเป็นการสั่งสมบารมีมากกว่า อาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้หลุดพ้นเร็วขึ้นก็ได้ค่ะอาจารย์ เป็นกำลังใจให้อาจารย์นะคะ
จาก nangfha [23/4/2552 12:26:37 ]

ความคิดเห็นที่ 7
การอธิษฐานจิตเพื่อมุ่งประโยชน์ ตนและผู้อื่น นับว่าเป็นสิ่งดีครับจะเป็นกรอบไม่ให้ออกนอกทาง แต่ต้องเลือกอธิษฐานให้ดี อธิษฐานเพื่อให้หลุดพ้นเร็วๆก็ยิ่งดีมาก แต่การอธิษฐานของอาจารย์เป็นสัจจะสัญญาที่จะละง่ายๆไม่ได้นะซี เพราะอธิษฐานเป็นไปเพื่อพุทธภูมิ คือการสั่งสมบารมีหวังสัมมาสัมโพธิญาณสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้า อธิษฐานจนเป็นอุปนิสัยเสียแล้ว การจะถอนคำอธิษฐานต้องใช้เวลามาก แต่ดูมันน่าอายนะครับพอเห็นทุกข์ในโลกก็กลัวการเวียนว่ายตายเกิดเสียแล้ว ครั้นจะกล่าวคำถอนสัจจาอธิษฐานก็รู้สึกละอาย แก่ใจยิ่งก็เทพเทวาเขารู้เขาเห็นและร่วมอนุโมทนาด้วยมาตลอด ทั้งกรวดน้ำทุกครั้งก็บอกพระแม่ธรณีให้เป้นพยาน ถ้าทำอะไรได้อย่างคนไม่ยึดถือสัจจะเลยก็คงจะไม่ยาก แต่นี่มั่นติดแน่นแม้แต่ในชื่ออาจารย์ ก็ใช้คำว่าสัจพจน์ คือพูดในสิ่งที่เป็นจริงถ้าจะเปลี่ยนแปลงเหมือนคนทำเล่นๆก็คือไอ้ที่พูดมานั้นเชื่อถือไม่ได้หมด นางฟ้า ลองนึกดูซิถ้าเป็นใจของคุณนางฟ้าเองจะทำได้ง่ายหรือไม่ละ คุณนางฟ้ามีบุญทางปัญญาบารมีสะสมมาพอสมควรคงพอจะเข้าใจได้ดีที่สุด ยังไงก็ขอขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ ยังมีอีกนะครับหลายคนที่เดียวอธิษฐานจะติดตามไปด้าย แหมถ้าหัวหน้าฆ่าตัวตายเสียแล้วลูกน้องจะเดินตามใครต่อไปละ เขาก็หวังจะพึ่งเราให้เป็นผู้นำ มันก็เป็นเยี่ยงนี้แหละ คุณนางฟ้า...เอย
จาก อ.สัจพจน์ [23/4/2552 13:50:40 ]

ความคิดเห็นที่ 8
คนที่รักษาสัจจะ ย่อมเป็นที่น่าเลื่อมใส น่าเคารพและนับถือแก่บุคคลทั่วไป การอธิษฐานถ้ามองทางโลกก็เหมือนเราตั้งเป้าหมายในชีวิต(ชาติปัจจุบัน) แล้วการถือสัจจะก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งเป็นแรงผลักดันที่หนักแน่นไม่คลอนแคลนให้ก้าวสู่เป้าหมาย ต่างกันเพียงแต่ว่าสัจจะอธิษฐานของอาจารย์นั้นเป็นอนาคตกาล และผูกมัด แต่หนูเชื่อว่าอีกไม่นานอาจารย์ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ค่ะสั่งสมมานานแล้ว

ถ้ากาลเวลาเป็นถนน ถนนนั้นยิ่งตัดยิ่งยาว มันจะหาปลายทางของถนนไม่เจออาจเหนื่อยบ้างท้อบ้าง แต่ถ้าลองมองดูว่าเราเดินข้ามผ่านอะไรมาแล้วบ้าง และตอนนี้ปัจจุบันนี้เท้าเราอยู่ที่ใด และเรารู้ว่าจะก้าวไปทางใด เรามีทิศทางและเป้าหมายที่แน่นอน ระยะทางนั้นจะสั้นลงไปทันทีในความรู้สึกของเรา เพราะแม้ในความเป็นจริงแห่งสัจจะนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าอีกกี่ชาติที่เราจะลุแก่เป้าหมายนั้น สู้เราจับที่ความรู้สึกในปัจจุบันดีกว่า สร้างกำลังให้กับตนเอง ทุกการกระทำทุกย่างก้าวต้องมั่นคงด้วยรักษาสัจจะ อย่าท้อนะคะอาจารย์ เหมือนเราสร้างปราสาทขึ้นมาหากเราตั้งสัจจะหนักแน่น หินศิลาแลงที่วางเรียงรายกันนั้นก็จะทั้งใหญ่ทั้งหนักสูงเสียดฟ้าและสร้างสำเร็จได้โดยเร็ว แต่หากท้อในสัจจะปราสาทก็จะถูกสร้างโดยหินศิลาแลงบ้าง อิฐมอญก้อนเล็กบ้าง ปราสาทก็เสร็จเหมือนกันแต่จะช้ากว่าเพราะน้ำหนักและขนาดหินกับอิฐไม่เสมอกันทุกก้อน ความประณีตต่างกัน ความสมบูรณ์แห่งปราสาทต่างกัน เป็นกำลังใจให้อาจารย์รักษาสัจจะต่อไปค่ะ สู้ๆ
จาก nangfha [23/4/2552 23:01:25 ]

ความคิดเห็นที่ 9
ขอบคุณครับ คุณเป็นเพียงสตรีที่บอบบางทั้งร่างกายและจิตใจ (แต่เข้มแข็ง) ปัญญินทรีย์ประมาณมิได้ วันหนึ่งผมคงได้มีโอกาสได้พึ่งพิงสติปัญญาของคุณมาช่วยงานพระพุทธศาสนานะครับ
จาก อ.สัจพจน์ [24/4/2552 9:11:51 ]

ความคิดเห็นที่ 10
ขอบพระคุณอาจารย์ที่ชมหนูมาตั้งมากมาย แต่หนูก้อคนธรรมดานี่แหละค่ะอาจารย์ ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงเป็นภูมิแพ้ตลอด เป็นๆ หายๆ จิตใจก้อขึ้นๆลงๆ เหมือนน้ำพุบ้าง น้ำตกบ้าง สมองก็ก่งก๋งด้านคณิตศาสตร์ ดีเพียงจัดลำดับความคิดเป็น ไม่ค่อยตื่นตระหนกตกใจง่าย ก็เท่านี้แหละค่ะอาจารย์ หากมีโอกาสได้ช่วยเหลือเกื้อกูลในพระพุทธศาสนาก็ยินดีค่ะ
จาก nangfha [24/4/2552 13:07:46 ]

ความคิดเห็นที่ 11
สนทนากันสนุกมากเลยค่ะ เห็นแล้วอายจัง คงต้องไปศึกษามาให้มากๆซะแล้ว ติดตามคุณ นางฟ้ามาตลอดเหมือนกัน ไม่ทราบว่าคุณนางฟ้าศึกษาจากแหล่งใดบางค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
จาก ปาณิศา [25/4/2552 11:38:22 ]

ความคิดเห็นที่ 12
การศึกษาธรรมมะ อันนี้เฉพาะตัวดิฉันนะคะ มีจาก 3 แหล่ง
1.หนังสือธรรมมะ เริ่มตั้งแต่หนังสือสวดมนต์ที่มีคำแปล หนังสือแจกตามงานศพของคุณพ่อ คุณแม่ ที่ไปงานต่างๆมา ตามร้านขายหนังสือ
2.จากการสนทนาธรรมมะกับพระภิกษุ หรือผู้ปฎิบัติธรรม หรือ ผู้ที่เป็นโยมอุปฐากใกล้ชิดกับพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา จะพบเจอคนเหล่านี้ได้ตามสาถนที่ต่างๆ เช่น วัด สถานที่ปฎิบัติธรรม ตลาดพ่อค้าแม่ค้า สถานศึกษา ได้ทุกที่ค่ะ เพียงแต่ทำหน้าตาให้สดใสยิ้มได้ทุกที่ก็จะพบสิ่งดีๆค่ะ เพราะบุคคลเหล่านี้จะบอกบุญแก่เราได้ เช่น การพิมพ์หนังสือธรรมมะ ให้หนังสือมาอ่าน แจกซีดีมาให้ฟัง บอกงานการกุศล
3.ปฎิบัติธรรมค่ะ ทุกอย่างพอเริ่มน้อมเข้าใส่ตัวก็ต้องมีครูบาอาจารย์ค่ะ แล้วจึงนำกลับมาปฎิบัติเอง
3.Internet
4.ศึกษา case study จากคนใกล้ตัวและสำรวจตนเองค่ะ

สิ่งใดที่อ่านและฟัง ดูแล้วไม่ถูกจริตกับเราก็อย่าอคติ เพราะมันเป็นความเห็นที่แตกต่างค่ะ ทำใจสบายๆ อ่านเรื่อยๆ ฟังเรื่อยๆ ก็ซึมซับไปเองค่ะ ไม่ต้องไปเร่งกระบวนการเรียนรู้ ให้เป็นไปตามธรรมชาติน่าจะดีกว่า อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวนะคะ เขียนอะไรตกหล่นไปบ้าง ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


จาก nangfha [25/4/2552 14:51:51 ]

ความคิดเห็นที่ 13
ขอบคุณค้าคุณนาฟ้า พูดถึงก้น่าจะทำห้องที่สามารถเข้ามา chat กันได้นะค่ะ จะได้แกเปลี่ยนความรู้กัน
จาก ปาณิศา [25/4/2552 15:06:35 ]

ความคิดเห็นที่ 14

Dimensions: 480 x 640
Image Type: Bitmap

พรหมมีทั้งหมด 16 ชั้น แต่ละชั้นมะอะไรบ้างค่ะ

หนูอยากรู้จังเลยค่ะ
จาก เด็กเชียงใหม่ [27/10/2552 20:35:16 ]

ความคิดเห็นที่ 15
ขอบคุณลวงหน้าสำหรับคำตอบค่ะ
จาก เด็กเชียงใหม่ [27/10/2552 20:36:59 ]

ความคิดเห็นที่ 16

Dimensions: 600 x 917
Image Type: Bitmap

ชั้นที่ 1 ปาริสัชชาพรหม

อายุขัย 1 ใน 3 ของ กัปทิพย์ อาศัยบุญบารมีบางประการดังนี้ จึงจะมาจุติเป็นพรหมชั้นที่1 ได้


1.ต้องเจริญสมถกรรมฐานได้ระดับปฐมฌานอย่างหยาบ

2.ต้องตายในฌาน คือ เข้าฌานตาย

3.เป้นโลกียฌาน

ชั้นที่ 2 ปุโรหิตาพรหม

อายุขัย ครึงกัปทิพย์ อาศัยบุญจากการเจริญสมถกรรมฐาน ได้ ปฐมฌานอย่างกลาง และไม่ลืมเข้าฌานตาย

ชั้นที่ 3 มหาพรหม

มีอายุขัย 1 กัปทิพย์ ต้องได้เจริญสมถกรรมฐาน ได้ปฐมฌานอย่างละเอียด และเข้าฌานตายด้วย

ชั้นที่ 4 ปริตตาภาพรหม

อายุขัย 2 กัปทิพย์ ต้องเป็นผู้ที่เจริญสมถภาวนาได้ฌานที่ 2 อย่างหยาบ และเข้าฌานตาย

ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาพรหม

อายุขัย 4 กัปทิพย์ ต้อเจริญสมถภาวนาได้ฌานที่ 2 อย่างกลาง และต้องตายในฌาน

ชั้นที่ 6 อาภัสราพรหม

อายุขัย 8 กัปทิพย์ ต้องได้ฌาน 2 ละเอียด และเข้าฌานตายเช่นกัน

ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาพรหม

อายุขัย 16 กัปทิพย์ ต้องได้ฌาน 3 อย่างหยาบ และตายในฌาน

ชั้นที่ 8 อัปมาณสุภาพรหม

อายุขัย 12 กัปทิพย์ เป็นผู้ได้ ฌาน 3 อย่างกลาง และตายในฌาน

ชั้นที่ 9 สุภกิณหาพรหม

อายุขัย 64 กัปทิพย์ ต้องเป็นผู้ได้ฌาน 3 อย่างละเอียด และตายในฌาน

ชั้นที่ 10 เวหัปผลาพรหม

อายุขัย 500 กัปทิพย์ ต้องได้ฌาน 4 อย่างหยาบ และ เข้าฌานตาย

******** ท่านพุทธบริษัท ตั้งแต่ชั้นที่ 1-10 เป้นต้นมา ฟังดูแล้วคงจะเป็นกันได้ยาก ถ้าว่ากันตามตัวอักษร แตในทางปฏิบัติ ทำได้ไม่ยากเลย

"ท่าน" แนะนำว่า การที่เรามีจิตมั่นคงในอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น "อนุสติ" เช่น จาคานุสติ คิดเป้นปกติประจำ จิตเราก็เป็น"ฌาน"ได้เเล้ว

การสวดมนต์ภาวนาประจำวัน ถ้าวันไหนไม่ได้ปฏิบัติ เหมือนชีวิตขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง รู้สึกไม่สบายใจ.....นี่ก็เป็น"ฌาน" แล้วเช่นกัน

การภาวนา "พุธโธ,นะ มะ พะ ทะ หรือ สัมมาอรหัง" ปกติในยามว่าง หรือ การชอบนับลมหายใจเข้าออกใน "อาฌาปาณสติ" เป็นประจำ

จิตก็เป็น''ฌาน"ได้ไม่จำเป้นต้องใช้เวลา 24 ชั่วโมงปฏิบัติ

คำว่า "ฌาน" ท่านว่า คือ การกระทำในความดี คิดในความดี(และทำด้วย) จนเป็นปกติ จนจิตชินนั่นเอง ไม่ยากเลยท่าน ไม่ใช่การนั่งหลับตาภาวนาอย่างเดียว ดังที่หลายคน

เข้าใจ ก็ขอให้ผู้ที่ปรารถนาเป็น "พรหม"เข้าใจตามนี้


ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ

พรหมชั้นนี้มีการเจริญวิปัสสนาฌาน คือ การตัดสังโยชน์ นอกเหนือไปจากได้ฌาน 4 ละเอียด จะต้องได้เจริญวิปัสสนา "สัญญา วิราคาภาวนา"

ลด "ราคะ" ลงบ้างแล้ว และตายในฌาน อายุขัย 500 กัปทิพย์

ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาส

สวยมากเลยพรหมชั้นนี้ และจะสวยมากขึ้นในชั้นสูงขึ้นไป กายจะเป้นแก้วระยิบ ระยับ อายุขัย 1000 กัปทิพย์

ต้องเป็นผู้ที่ได้เจริญฌานสมาบัติถึงฌาน 4 และต้องเป็นพระอริยเจ้าขั้น "อนาคามี" เรียกได้ว่าเป็นผู้มี อินทรีย์แก่กล้า คือ หนักในทางพิจารณากาย และตอนตายออกจากร่างด้วยกำลังของฌาน4

ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาส

พรหมชั้นนีี้ท่านมี ความเพียรมาก ไม่พูดคุยกับใคร มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลต่อไป อายุขัย 2000 กัปทิพย์ ท่านเป็นผู้มี "วิริยะกล้า" และเป้นพระอนาคามี

ตอนตายออกจากร่างกายด้วยกำลังของฌาน 4

ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาส

อายุขัย 4000 กัปทิพย์ เป็นผู้มีสติแก่กล้า เป็นพระอนาคามีทั้งหมด และออกจากกายด้วยกำลังของฌาน 4 เช่นกัน

ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาส

อายุขัย 8000 กัปทิพย์ พรหมชั้นนี้ มี สมาธิ แก่กล้า มุ่งมั่นในจิต ท่านสงบอยู่ตลอดเวลา ตั้งใจอยู่ในอารมณ์ฌานเกือบทั้งวัน สมัยเป็นมนุษย์เป็นพระอนาคามี

และเช่นกันท่านออกจากกกายและตายด้วยกำลังของฌาน 4

ชั้นที่ 16 อกนิษฐสุทธาวาส

อายุขัย 16,000 กัปทิพย์ เป็นพรหมชั้นที่บารมีใกล้เต็มแล้ว จึงบำเพ้ญต่อเพื่อนิพพานได้ก่อนอายุขัย เป็นพระอรหันต์ได้เร็วกว่าพรหมทุกชั้น

เพราะมีปัญญามาก เราเรียกท่านว่า "ท้าวมหาพรหม" หรือ "ท้าวสหัมบดีพรหม" เป็นใหญ่ บารมีมากว่าพรหมทุกชั้น

ทุกองค์เป็นพระอนาคามีเต็มขั้น มี ปัญญาแก่กล้า อาศัยการพิจารณาขันธ์ 5 อย่างจริงจัง และออกจากกายตอนตายด้วยกำลังของฌาน 4 นอกจากนี้บารมีอื่นๆท่านได้บำเพ็ญครบถ้วนแล้ว


**** วิธีนับกัป กำหนดกาลว่านานกัปหนึ่งนั้น พึงรู้ด้วยอุปมาประมาณว่า มีขุนเขากว้างใหญ่สูงโยชน์หนึ่ง (16 กิโลเมตร) ถึง 100 ปีมีเทพยดาเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดลงมาเช็ดถูบนยอดขุนเขานั้นหน

หนึ่งแล้วก็ไป ถึงอีก 100 ปีจึงเอาผ้าลงมาเช็ดถูอีก นิยมอย่างนี้นานมาจนตราบเท่าขุนเขานั้นสึกเกรียนเหี้ยนลงมาราบเสมอพื้นพสุธาแล้ว กำหนดเป็น 1 กัป เมื่อนั้น

อีกนัยหนึ่ง กำหนดด้วยประมาณว่า มีกำแพงเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสโดยกว้างลึกกำหนดหนึ่งโยชน์ ถึง 100 ปีมีเทพยดานำเมล็ดผักกาดมาหยอดลง 1 เม็ด

เมล็ดผักกาดเต็มเสมอปากกำแพงนั้นนานเท่าใด จึงกำหนดว่าเป็น 1 กัป
จาก อ.สัจพจน์ หยก [12/3/2555 14:24:48 ]
  ร่วมลงความเห็น > เพิ่มกระทู้ใหม่ > หน้ารวมกระทู้
รายละเอียด :
ผู้โพส :
อีเมล์ :
รูปภาพ :
ไฟล์ gif หรือ jpg ขนาดไม่เกิน 100 KB เท่านั้น
รหัสป้องกัน Security images