Homeองค์กรมหาปราชญ์ตอบปัญหาชีวิตWebboardติดต่อเราLinkศูนย์ธัญญลักษณ์ เนอสซิ่งโฮม ( คุณปู )
เพลงสวด-บทสวดมนต์
องค์กรมหาปราชญ์
วิชามหาปราชญ์
เรื่องของกรรม

โหราศาสตร์ พิชัยสงคราม วิเคราะห์ ชื่อ-นามสกุล
โหราศาสตร์พม่า โหงวเฮ้ง รายมือ
บริการจัดส่งพนักงานแม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็กแรกเกิด - 7 ขวบ  เฝ้าไข้ - ดูแลผู้สูงอายุ
บริการจัดส่ง พนักงาน แม่บ้าน แม่ครัว พี่เลี้ยงเด็ก คนเฝ้าไข้ ดูแลผู้สูงอายุ
การเผยแพร่ความรู้ทางจริยธรรม
เว็บบอร์ด > อาตมันกับปรมาตมัน คืออะไรคะ เป็นของพุทธหรือพราหมณ์


ห้วข้อกระทู้
อาตมันกับปรมาตมัน คืออะไรคะ เป็นของพุทธหรือพราหมณ์
รายละเอียด
สงสัยเรื่องอาตมันกับปรมาตมันค่ะ ว่าคืออะไร เคยได้ยินมา แต่ไม่ทราบว่าเป็นของพุทธหรือของพราหมณ์ รบกวนอาจารย์อีกแล้ว ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

ผู้โพส : nangfha
วันที่ : Monday, July 03, 2552 เวลา : 9:05:24 PM


ความคิดเห็นที่ 1
อาตมัน หรือ อัตตา หรือคำว่า อาตมา ที่พระภิกษุเรียกแทนตนเองนั้นเป็นคำๆเดียวกัน แต่ใช้กันต่างหน้าที่ ซึง มีคำแปลว่า ตัวตน หรือ ตัวข้าพเจ้า เป็นแค่ภาษาที่ใช้กันในอินเดีย สมัยพุทธกาล ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าเป็นศาสนาไดๆ เหมือกับภาษาไทยเรา ในคำว่า- เรา- ข้า- ข้าพเจ้า- ฉัน- ดิฉัน- ผม-หรือ-กู เป็นต้น เช่น ตัวกู ของกู ถ้าว่าโดย ภาษาธรรม ก็ต้องว่า ความยึดมั่นถือมั่น ดังนี้ ส่วนคำว่า ปรมาตมัน นั้น ต้องแยกออกเป็นสองคำ คือคำว่า ปะระมะ ( บรม) แปลว่า ยิ่ง บวกกับคำว่า อาตมัน (ตัวตน) จึงมีความหมายว่า ตัวตนอันใหญ่ยิ่ง ในศาสนาพราหมณ์ หรือปัจจุบันนี้เรียก ศาสนาฮินดู เขาใช้คำนี้แทนความหมายแห่ง องค์ผู้สร้าง คือพระพรหม หรือ พรหมมัน ศาสนาพราหมณ์ ได้ชื่อว่าพราหมณ์เพราะเกิดจากพระพรหมซึ่งเป็นพระผู้สร้างเพียงพระองค์เดียว พราหมณ์ทั้งหลายจึงเป็นอณูวิญญาณหนึ่ง ของพระพรหม ดังหนึ่งน้ำในมหาสมุทรที่ ละเหย กลายไปเป็นเม็ดฝน แล้วตกลงในที่ต่างๆ และรอการไหลกลับมารวมกันในมหาสมุทร์อีกครั้งตามเดิมฉันได พราหมณ์ทังหลายที่บำเพ็ญยัญญะ ก็เพื่อการ อบรม จิต วิณญาณ คืออาตมัน ให้สูงยิ่งๆขึ้นไปเพื่อการไปรวมสู่พรหมมัน หรือปรมาตมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวอีกรั้งฉันนั้น ถ้าว่าโดยโวหาร อาตมันนั้นก็คือหมายถึงวิญญาณนั่นเอง มนุษย์คือวิญญาณเล็กที่แตกตัวมาจากวิญญาณใหญ๋ คือปรมาตมันดังนั้น คำว่าอาตมัน อาตมา อัตตา หรือปรมาตมัน เป็นแค่ภาษาใครจะใช้ก็ได้ไม่เกี่ยวกับศาสนา เพียงแต่ใช้แล้วก็ขอให้เข้าใจความหมายและอธิบายได้ สำหรับคำถามนี้ถือเป็นคำถามที่ดีมาก มีประโยชน์พลอยให้คนอื่นที่ไม่รู้ได้รู้ไปด้วย แม้การถามถ้าถามเป็น ก็ถือได้ว่ามีส่วนของการเป็นผู้ให้ ให้ธรรมทานและวิทยาทานนั่นแล
จาก อ.สัจพจน์ [8/3/2552 12:46:15 ]

ความคิดเห็นที่ 2

Dimensions: 500 x 527
Image Type: Bitmap

ในปัจจุบันนี้มีเทพเพิ่มขึ้นมาอีก 2 พระองค์ คือ พระศิวะ และ พระนารายณ์ ทำให้เกิดกลุ่มศรัทธาแบ่งแยกกันนับถือต่างกันออกไปตามความชอบและความเชื่อของตน พราหมณ์จึงเกิดความแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายหลายลัทธิ ต่อมาก็เกิดมีปราชญ์หัวใส คิดรวมเทพทั้ง 3 เข้าเป็นองค์เดียวกันอีกครั้ง คือพระตรีมูติ และเรียกศาสนาว่า ศาสนาฮินดู จริงๆแล้วควรเรียกว่า สินธุ เพราะเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในสองฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ เป็นรากวัฒนธรรมอันเก่าแก่แต่เดิมมา แต่ทว่าวรรณะยังคงมีอยู่เช่นเดิม
จาก อ.สัจพจน์ [8/3/2552 13:16:44 ]

ความคิดเห็นที่ 3
ขอบคุณอาจารย์ที่ให้ความรู้ค่ะ รบกวนถามต่อในกระทู้เดียวกันเพราะเนื้อหาน่าจะเกี่ยวเนื่องกันดังนี้ค่ะ

ประเด็นแรก พระตรีมูรติ ที่นับได้ว่าเป็นเทพเจ้าที่ผู้คนให้ความเคารพและสักการะนั้นเป็นพระโพธิสัตว์หรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบหากใครให้ความเคารพนับถือพระตรีมูรติด้วยใจศรัทธายิ่งแล้วหากเป็นคนทีทำความดีมาตลอดประสงค์สิ่งใดพระองค์สามารถดลบันดาลให้ทางอ้อมได้ อย่างนี้ก็นับว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีของพระตรีมูรติใช่หรือไม่คะ อย่างนี้แล้วพระตรีมูรติเทียบได้กับพระโพธิสัตว์เฉกเช่นพระแม่กวนอิมหรือไม่คะ เพราะพระโพธิสัตว์ไม่เข้านิพพานแต่มีความเมตตาอยากช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่ และการสร้างบารมีของทั้งพระตรีมูรติและพระโพธิสัตว์เป็นไปเพื่อสิ่งใดกัน เพื่อต่ออายุขัยไปเรื่อยๆบุญต่อบุญไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรือคะอาจารย์

ประเด็นถัดมา คือ เมื่อมีพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นบนโลกแล้ว เป็นศาสนาที่ทำให้คนพ้นทุกข์ เป็นบรมครูของมนุษย์ เทพ มาร พรหม ฯลฯ แล้วเหตุใดดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดแห่งพุทธศาสนาผู้คนจึงนับถือพุทธศาสนาน้อยมากเพียง1-2% ของประชากรทั้งหมด เหตุใดจึงไม่เห็นคุณค่าของพระนิพพาน และสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ หรือแม้แต่องค์เทพต่างๆที่ดำรงอยู่ตามศาสนาฮินดู ถ้านับระยะเวลาที่ดำรงอยู่แล้วก็ล่วงมาหลายพันปี เหตุใดจึงไม่เข้านิพพาน หรือว่าสิ่งนี้คือความแตกต่างของวัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ

โดยส่วนตัวแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ ให้ปล่อยวางตัวตน วางอัตตาลง ลดละกิเลส ทำดีละชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส (พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ไม่ยากเกินจะทำ )แล้วจะพบความสุขที่แท้จริงอันสงบเยือกเย็น แต่ของฮินดูนั้นยังมีการบูชาเทพเจ้าที่มีคุณหรืออิทธิฤทธิ์แตกต่างกันไป เช่น เทพแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย เทพแห่งความสำเร็จ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้คนลุ่มหลงในตัวตน ทำให้หลงในความร่ำรวย หลงในความสำเร็จ หลงในอำนาจลาภยศต่างๆ ดังนี้แล้วสุดแท้แต่ผู้ใดจะเลือกเดินใช่ไหมคะอาจารย์

ต้องขอโทษอาจารย์ล่วงหน้าหากการเรียบเรียงคำถามทำให้อาจารย์อาจสับสน ลำดับความไม่ถูก แต่ได้เขียนออกมาจากความรู้สึกจริงๆค่ะ
จาก nangfha [8/3/2552 22:48:27 ]

ความคิดเห็นที่ 4
ขอตอบเรื่องพระตรีมูรติก่อนนะครับ พระตรีมูรตินี้เกิดขึ้นมาเพราะ เนื่องมาจากที่ชาวฮินดูเกิดนับถือเทพหลายองค์ ทำให้แบ่งแยกออกเป็นหลายลัทธิ จนศาสนาพราหมณ์ที่เคยนับถือพระพรหมเพียงหนึ่งเดียวมาก่อนต้องกลับกลายมาไร้เอกภาพ เกิดความแตกแยก เกิดลัทธินิกายขึ้นมาใหม่มากมาย เช่น
1. นิกายไวศณพ (Vishnav) เป็นนิกายที่นับถือพระวิษณุเจ้าเป็นเทพองค์สูงสุด เชื่อว่าวิษณุสิบปาง หรือนารายณ์ ๑๐ ปางอวตารลงมาจุติ มีพระลักษมีเป็นมเหสี มีพญาครุฑเป็นพาหนะ นิกายนี้มีอิทธิพลมากในอินเดียภาคเหนือและภาคกลาง ของประเทศ นิกายนี้เกิดเมื่อ พ.ศ. ๑๓๐๐ สถาปนาโดยท่านนาถมุนี (Nathmuni)
2. นิกายไศวะ (Shiva) เป็นนิกายที่เก่าที่สุด นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด พระศิวะเป็นเทพทำลายและสร้างสรรค์ด้วย สัญลักษณ์ อย่างหนึ่งแทนพระศิวะคือศิวลึงค์และโยนีก็ได้รับการบูชา เช่น องค์พระศิวะ นิกายนี้ถือว่าพระศิวะเท่านั้นเป็นเทพสูงสุดแม้แต่พระพรหม, พระวิษณุก็เป็นรองเทพเจ้าพระองค์นี้ นิกายนี้เชื่อว่า วิญญาณเป็นวิถีทางแห่งการหลุดพ้นมากกว่าความเชื่อในลัทธิภักดี นิกายนี้จะนับถือพระศิวะและพระนางอุมาหรือกาลีไปพร้อมกัน
3. นิกายศักติ (Shakti) เป็นนิกายที่นับถือพระเทวี หรือพระชายาของมหาเทพ เช่น สรัสวดี พระลักษมี พระอุมา เจ้าแม่ทุรคา และเจ้าแม่กาลีซึ่งเป็นชายาของมหาเทพทั้งหลาย เป็นผู้ทรงกำลังหรืออำนาจของเทพสามีไว้ จึงเรียกว่า ศักติ (Power) นิกายนี้เป็นที่นิยมในรัฐเบงกอล และรัฐอัสสัม เป็นต้น
4. นิกายคณะพัทยะ (Ganabadya) นิกายนี้นับถือพระพิฆเณศเป็นเทพเจ้าสูงสุด ถือว่าพระพิฆเนศเป็นศูนย์กลางแห่งเทพเจ้าทั้งหมดในศาสนา เชื่อว่าเมื่อได้บูชาพระพิฆเนศอย่างเคร่งครัด ก็เท่ากับได้บูชาเทพอื่นๆ ครบทุกพระองค์
5. นิกายสรภัทธะ (Sarabhadh) เป็นนิกายขนาดเล็ก ในสมัยก่อนบูชาพระอาทิตย์ (สูรยะ) มีผู้นับถือมากในอดีต ปัจจุบันมีจำนวนน้อย นิกายนี้มีพิธีอย่างหนึ่งคือ กายตรี หรือ กายาตรี (Gayatri) ถือว่ามีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ คือการกลับมาของพระอาทิตย์เป็นฤๅษีวิศวามิตร
6. นิกายสมารธะ (Samardha) เป็นนิกายที่ใหญ่พอสมควร นับถือทุกเทพเจ้าทุกพระองค์ในศาสนา ฮินดู ความเชื่อแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถบูชาเจ้าได้ตามต้องการ
ยังมีนิกายอื่นๆอีกมากมาย และแยกย่อยออกไปอีก เช่นเดียวกับศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ ที่มีนิกายน้อย-ใหญ่ แตกแขนงออกมาอีกนับไม่ถ้วน
ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ก็คือศาสนาเดียวกันนั่นเอง การที่มีชื่อเรียกควบคู่กันไป 2 ชื่อ คือ “พราหมณ์-ฮินดู” เพราะผู้ให้กำเนิด ศาสนานี้ ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองว่า ”พราหมณ์” ต่อมาศาสนาได้เสื่อมความนิยมลงระยะหนึ่งเนื่องจากอิทธิพลของศาสนาพุทธ จนมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ศังกราจารย์ได้ปฏิรูปศาสนาโดยแต่งคัมภีร์ปุราณะลดความสำคัญของศาสนาพุทธ และนำหลักปฏิบัติรวมทั้งหลักธรรมของศาสนาพุทธบางส่วนมาใช้และฟื้นฟูปรับปรุงศาสนาพราหมณ์เป็นให้เป็นศาสนาฮินดู โดยคำว่า “ฮินดู” เป็นคำที่ใช้เรียกชาวอารยันที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในลุ่มแม่น้ำสินธุ และเป็นคำที่ใช้เรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองนี้ได้พัฒนาศาสนาพราหมณ์โดยการเพิ่มเติมเทพเจ้าท้องถิ่นดั้งเดิมลงไป แลัวเรียกศาสนาของพวกนี้ว่า “ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศานาพราหมณ์จึงมีอีก ชื่อในศาสนาใหม่ว่า “ฮินดู” จนถึงปัจจุบันนี้
พระพุทธศาสนาก็เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมพราหมณ์ แม้แต่พระพุทธเจ้าและพุทธสาวกสมัยแรกๆ ก็เคยนับถือลัทธิพราหมณ์หรือเคยเกี่ยวข้องกับวรรณะพราหมณ์มาก่อน (เจ้าชายสิทธัตถะเกิดในครอบครัวพราหมณ์) และในนิทานชาดก และเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาพุทธและพระพุทธเจ้า ก็มักจะมีพราหมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงกล่าวได้ว่า ศาสนาพุทธและพราหมณ์ จึงมีอิทธิพลต่อกันและกัน
ในศาสนาพราหมณ์ คำว่า พราหมณ์ หมายถึง คนในวรรณะที่สูงที่สุดของสังคมอินเดีย มีหน้าที่สอนความรู้เกี่ยวกับพระเวทและทำหน้าที่ติดต่อเทพเจ้า ผู้ที่เป็นพราหมณ์เป็นโดยกำเนิด คือบุตรของพราหมณ์ก็จะมีสถานภาพเป็นพราหมณ์ด้วย
ส่วนองค์ตรีมูรติ ก็คือการรวมองค์ของ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม เข้าด้วยกันแล้วแบ่งภาคการทำหน้าที่ แล้วจัดสรรค์ให้เทพต่างๆมาเป็นวงศาคณาญาติกัน เช่นพระพิฆเณศก็กลายมาเป็นบุตร พระศิวะ พระอุมา เรียกว่าเป็นความชาญฉลาดของชาวฮินดูในการรวมฮินดูให้เป็นเอกภาพอีกครั้ง แม้กระทั้งรุกล้ำเข้ามาในศาสนาพุทธ ว่าเจ้าชาย สิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์
จาก อ.สัจพจน์ [9/3/2552 8:58:35 ]

ความคิดเห็นที่ 5
ส่วนคำว่าพระโพธิสัตว์คือผู้ที่บำเพ็ญเพียรสร้างบารมีเพื่อการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้าเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันนี้นี่แหละเพื่อมาโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์และพระโพธิสัตว์ ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลแม้แต่ขั้นไดขั้นหนึ่งเลย ต่างมีสภาวะเหมือนปุถุชนคนธรรมดาเราๆโดยทั่วไป เพียงแต่อุดมการณ์ของท่านมุ่งมั่นสูงส่งไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค แม้ชาติไดชาติหนึ่งอาจเกิดมาเป็นราชาแล้วฆ่าคน ก็ต้องตกนรกท่านก็ต้องยอม ดังนั้นคำว่าพระโพธิสัตว์ก็คือสัตว์ผู้หวังโพธิญาณผู้มีอุดมการณ์เสียสละเหนียวแน่นอันยิ่งใหญ๋ เพื่อสรรพสัตว์ ไม่ยอมแพ้ต่อความเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ยากและทรมาน ต้องอ่านนิทานพระเจ้า 500 ชาติ ก็จะเข้าใจหัวใจของของพระโพธิสัตว์ได้ดีอย่างแจ่มแจ้ง และพระโพธิสัตว์ใครก็เป็นได้ไม่ห้ามตำแหน่ง เพียงแต่คุณจะมีอิทธิบาทเพียงพอหรือเปล่าเท่านั้น หัวใจของพระโพธิสัตว์จึงต่างกันกับหัวใจของมนุษย์ ผู้มี อวิชาหนาแน่นครอบงำยิ่งกว่าฟ้ากับดิน ส่วนพระโพธิสัตว์กวนอิมก็ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่าพระองค์จะทรงอยู่บนสวรรค์หรือเปล่าในเวลานี้ ท่านอาจจะกำลังเกิดเป็นมนุษย์อยู่ก็ได้ หรืออาจเป็นคุณก็ไม่รู้ พระโพธิสัตว์ก็เวียนว่ายตายเกิดเหมือนเราๆท่านๆนี่แหละ เพียงแต่ท่านมีหน้าที่อันรับผิดชอบด้วยใจที่มั่นคงไม่คลอนแคลน ส่วนพระตรีมูรติ ก็ดังที่ได้กล่าวมาแต่ต้นแล้ว ว่าเป็นเทพที่ถูกมนุษย์สถาปนาสร้างขึ้น เมื่อมีมนุษย์นับถือมากขึ้น ก็จะมีเทพจริงๆแต่ใครก็ไม่รู้ มาสวมตำแหน่งแล้วเอ่ยอ้างว่าเราคือเทพองค์นั้นองค์นี้ การนับถือเทพพระพุทธเจ้าไม่ห้ามแต่อย่าโง่ให้เทพหลอก ต้องรู้เท่าทันตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในพระธรรมพระวินัยพระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้บูชาเทพไว้เหมือนกัน เรียกเทวตาพลี แต่ก็ล่อแหลมต่อความเข้าใจผิดอาจกั้น สัมมาทิฐิ ไม่ให้บรรลุมรรผลนิพานได้ง่ายเหมือนกัน ผมยืนยันไม่ได้ครับว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์หรือไม่ แต่เบื้องต้นก็ให้รู้ไว้ว่า ท่านถูกมนุษย์สร้างขึ้นจากความว่างเปล่าควรใช้วิจารณญาณ อันชอบ มิฉะนั้นอาจกลายเป็นมิจฉาทิฐิได้
จาก อ.สัจพจน์ [9/3/2552 9:37:53 ]

ความคิดเห็นที่ 6
สัตว์เกิดจากกามย่อมยินดีและดินรนแสวงหากาม เหมือนสัตว์ป่า เกิดจากป่า ก็แสวงหาป่า ปลาเกิดจากน้ำก็แสวงหาน้ำ ธรรมชาติย่อมตกจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเป็นเส้นทางที่ไม่ต้องใช้ความพยายาม ส่วนพระนิพพานเป็นของสัมผัสได้ยาก ไม่ตอบสนองความเคยชินเดิมๆของมนุษย์ ย่อมจะไม่มีใครปรารถนาเป็นธรรมดา นิพพานเป็นของสัมผัสและเข้าถึงได้ยากถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกจะไม่มีใรรู้จักคำว่า อริสัจจ์สี่ เลย เมื่อไม่เห็นอริยสัจจ์ ก็ไม่มีใครคิดอยากหลุดพ้น นิพพานเป็นเรื่องของคนมีปัญญาบารมี ต้องอาศัยการสะสมมาเป็นเวลายาวนาน สัตว์โลกผู้โง่เขลาย่อมมีมากกว่าคนมีปัญญาชนิดเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะฉนั้นศาสนาพุทธจึงดำรงค์อยู่ในถิ่นของคนมีปัญญา ถ้าแผ่นดินนั้นสิ้นคนมีปัญญาศาสนาก็จะสลายไป เหมือนพุทธศาสนาในประเทศไทยขณะนี้ คนโง่มากกว่าคนมีปัญญาเสียแล้ว ชาวพุทธที่มีปัญญาที่เหลืออยู่ก็มีกำลังเหลือน้อยนิด เหลือกำลังที่จะรักษาจะ ยังไม่รู้ชาตากรรมพุทธศาสนาในประเทศไทยเลยว่าจะถึงวันอวสานในวันไหน เพราะชาวพุทธเองก็นับถือเทพเจ้าศาสนาปนเปกันไปจนหาแก่นแท้ไม่เจอเสียแล้ว
จาก อ.สัจพจน์ [9/3/2552 12:47:12 ]

ความคิดเห็นที่ 7
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงที่ให้ความรู้และความกระจ่าง

ไม่ว่าในอนาคตพุทธศาสนาจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร แต่อย่างน้อยในวันนี้และตลอดอายุขัยที่เหลืออยู่อาจารย์ก็ได้ทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งในการธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขออนุโมทนาบุญนี้ด้วยค่ะ (อาจารย์ผู้เจริญด้วยภูมิปัญญา) สิ่งใดเมื่อรุ่งเรืองย่อมมีเสื่อมไปเป็นธรรมดาค่ะ
จาก nangfha [9/3/2552 19:08:55 ]

ความคิดเห็นที่ 8
ธรรมของพุทธเจ้า ก็คือธรรมชาติ ไม่ได้มาก ขอแค่ พอเพียง ไมโลภ ไมโกรธ ไม่หลง แล้วก็แค่มี ศีล สมาธิ ปัญา
จาก จิตอวิชชา [18/6/2555 12:11:11 ]
  ร่วมลงความเห็น > เพิ่มกระทู้ใหม่ > หน้ารวมกระทู้
รายละเอียด :
ผู้โพส :
อีเมล์ :
รูปภาพ :
ไฟล์ gif หรือ jpg ขนาดไม่เกิน 100 KB เท่านั้น
รหัสป้องกัน Security images